สนใจ คอร์สเรียน ประถม มัธยม ที่ Thegurufirst

หนังสืออีกเล่มที่น่าอ่าน!!!! ผู้แต่ง Heinrich Harrer

วันนี้ผมจะขอเล่าหนังสือ Seven Years in Tibet โดยหนังสือเล่มนี้ได้นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ นำแสดงโดย Brad Pitt ขวัญใจสาวๆ ญาติผมเอง (ในแง่เผ่าพันธุ์ครับ 😆😆 ) ก่อนอื่นของเล่าเค้าโครงหนังภาพยนตร์ ซึ่งก็คล้ายคลึงกับหนังสือนะครับ และเดี๋ยวผมจะมาเพิ่มเติมรายละเอียดในหนังสือที่ภาพยนตร์ไม่ได้เล่าถึง

จากภาพยนตร์

เริ่มจากที่ Heinrich Harrer ผู้แต่งหนังสือซึ่ง Brad Pitt นำแสดง ได้ถูกจับเป็นเชลยศึกในช่วงสงครามโลก หลังจากที่ เยอรมันและอังกฤษ รบกัน จริงๆ แล้ว ผู้แต่งเป็นนักปีนเขา 🏔 ชาวออสเตรีย และไปปีนที่อินเดีย แต่เนื่องจากเกิดสงครามก็ได้เหมารวมจับไปด้วย ต้องอยู่ค่ายเชลยในประเทศอินเดีย ตอนนั้นอินเดียเป็นเมืองขึ้นอังกฤษ เมื่อถูกจับเขาก็ได้หนีเพื่อหาอิสรภาพ อยู่หลายครั้ง สุดท้ายสามารถหนีข้ามออกจากประเทศอินเดียได้พร้อมกับเพื่อน โดยได้ผ่านเทือกเขาหิมาลัย โดยฉากในหนังนี้ในภาพยนต์สวยมากครับ ผมชอบเลย และในหนังสือเองผู้แต่งก็บรรยายว่าบริเวณที่ข้ามมานั้นสวยแบบสุดๆ คือบรรยายจนผมต้องไปเปิดหา วิว เพิ่มใน google เลย ครับ… หลังจากนั้นเขาก็สามารถเดินทางเข้าสู่ชายแดนประเทศทิเบต ซึ่งตอนนั้นยังเป็นประเทศเอกราชโดยมี องค์ดาไลลามะ🙏 ปกครองอยู่ สุดท้ายก็สามารถเข้าไปอยู่ในเมือง Lhasa เมืองหลวงของทิเบตได้ และองค์ดาไลลามะซึ่งตอนนั้นยังเด็กอยู่ ประมาณ 14-15 ปี ตอนนั้นจะมีคณะผู้แทนมาบริหารให้เนื่องจากท่านยังเด็ก ก็โปรดให้เข้าเฝ้า จนมีคุ้นเคยกัน และได้เป็นอาจารย์สอนเรื่องโลกภายนอกให้กับองค์ดาไลลามะซึ่งท่านเองก็ทรงอยากจะเรียนรู้ ก่อนที่สุดท้าย ประเทศจีนตอนนั้นได้เข้ายึดครอง ทิเบต เป็นส่วนหนึ่งประเทศจีน โดยผู้แต่งได้หลี้ภัยออกจากทิเบตก่อน และองค์ดาไลลามะ ได้หนีออกมา… นี้เป็นเรื่องย่อๆนะครับ สามารถหาดูได้ใน Netflix ได้เลยครับ ..

หลังจากดูแล้ว พอผมเห็นว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ นำโครงเรื่องมาจากหนังสือเล่มเดียวกัน ผมก็ search ในgoogle เลยว่า มีแปลไหม ปรากฏว่า “ไม่มี” แต่ด้วยความอยากอ่านเลยซื้อต้นฉบับภาษาอังกฤษผ่านทาง kindle พอยิ่งอ่าน ยิ่งพบว่ามีรายละเอียดมากมายที่ไม่ได้นำมาอยู่ในภาพยนต์ ไม่อย่างนั้นคงยาวมาก อย่างที่ทราบกันครับ ว่าภาพยนตร์กับหนังสือก็ไม่ได้ตรงกัน 100 % เพราะจะต้องทำให้เนื้อเรื่องกระชับพร้อมกับดัดแปลงเพื่อให้เกิดความน่าสนใจเพิ่มขึ้น มาผมจะเล่าให้ฟังว่ามีอะไรน่าสนใจเพิ่มเติมบ้างครับ

  1. ประเพณีการครองคู่ของชาวทิเบตครับ ปกติเราจะรู้ว่า ผู้ชายหลายคนอาจจะมีเมียหลายคน บางคนก็เปิดเผย บางคนก็เก็บเงียบ … 🤫 แต่ถ้าสมัยก่อนก็คงเป็นปกติที่จะเปิดเผยกันว่ามีเมียกี่คนใช่ไหมครับ ของชาวทิเบต ก็มีเหมือนกันครับ ที่ผู้ชายจะมีเมียหลายคน แต่ที่เพิ่มเติม หญิงชาวทิเบตเองก็สามารถมี สามีได้หลายคนเช่นกันครับ ของเรามีพระยาเทครัว คือ ผู้ชายเหมาทั้งพี่ทั้งน้องของฝ่ายภรรยามาหมดทั้งบ้าน ของเขาก็เหมาทั้งพี่ทั้งน้องฝ่ายชายมาหมดเหมือนกันครับ อ้าวแล้วจะแบ่งกันอย่างไร … 😁 ผมเชื่อหลายคนต้องคิด คืออย่างนี้ครับถ้าอยู่ในบ้านพี่ใหญ่ครอบครองก่อน ต้องรอให้พี่ใหญ่สุดออกไปนอกบ้านถึงจะ …. ได้ หรือไม่อย่างนั้น ก็ต้องไป … นอกบ้านครับ 😆
  2. ชาวทิเบตเคร่งความเป็นพุทธสูงมากๆๆ ครับ คือเขาจะไม่ฆ่าสัตว์กันเลย ยิ่งในเมือง แต่ถ้าเขาจะกินเนื้อสัตว์ต้องนำเขามาจากที่อื่น คือเขามีความเชื่อเรื่องการเกิดใหม่จากชาติที่แล้วครับ เวลาเขาขุดดินไปเจอไส้เดือนเขาจะไม่ทำร้ายครับ แต่จะย้ายไส้เดือนไปอีกที่หนึ่ง เขาเชื่อว่า ไส้เดือน อาจเป็นปู่ย่าตายายกลับชาติมาเกิดครับ เวลาหน้าหนาวซึ่งน้ำจะกลายเป็นน้ำแข็งและปลาในแม่น้ำจะตาย ถ้าเขาเจอปลาก็จะจับมาเลี้ยงไว้ก่อน พอน้ำแข็งละลายแล้วจึงนำไปปล่อย
  3. ทุกคนคงเคยได้ยินเรื่องราวว่า องค์ดาไลลามะ คือการเกิดใหม่ขององค์ดาไลลามะองค์ก่อน องค์ดาไลลามะองค์ปัจจุบันคือองค์ที่ 14 ที่ท่านได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพนะครับ จริงๆชาติที่แล้วท่านคือ องค์ดาไลลามะองค์ที่ 13 พอองค์ที่ 13 สิ้นพระชนม์ ก็จะมีคณะพระผู้แทนไปตามหาว่าท่านเกิดใหม่ที่ไหน สุดท้ายผ่านไป 2 ปี ผู้แทนก็สามารถหาท่านเจอในประเทศจีนเมืองที่ติดกับทิเบต โดยจะมีการให้ทายสิ่งของเครื่องใช้ขององค์ก่อน พร้อมดูลักษณะต่างๆ ของร่างกาย ว่าตรงกับผู้มีบุญหรือไม่
    ผมเองก็เข้าใจว่า การกลับชาติมาเกิดมีเพียงองค์เดียว แต่ไม่ใช้ครับ คือในทิเบตจะมีพระที่เป็นคนธรรมดาไปบวช กับ พระลามะชั้นสูง พระลามะชั้นสูงมีด้วยกันหลายรูปครับ โดยองค์ที่เป็นประมุขคือ องค์ดาไลลามะ เมื่อพระลามะชั้นสูงรูปอื่นได้มรณะภาพก็จะไปเกิดใหม่ก็จะมีคณะผู้แทนไปตามหาว่าที่เกิดใหม่คือเด็กคนไหน และจะเชิญกลับมาดำรงตำแหน่งลามะเหมือนเดิมครับ โดยทั้งนี้ พระมารดาขององค์ดาไลลามะ ได้ให้กำเนิดลามะ ถึง 2 รูปด้วยกัน รูปหนึ่งคือ พี่ชายขององค์ดาไลลามะ และตัวองค์ดาไลลามะเอง
  4. สมัยนั้นประเทศทิเบต เป็นประเทศที่เป็นกลางไม่ได้รบกับใครครับ และไม่ได้เข้าร่วมสมาชิก UN สมัยนั้นด้วย อยู่กันแบบเคร่งศาสนา และเป็นสังคมแบบปิดคือ ไม่มีคนนอกเข้ามาในเมืองนี้เลย ถือว่าเป็นสถานที่ต้องห้ามก็ได้ ผู้แต่งอยู่ในเมืองนี้มา 7 ปี เจอคนต่างชาติเพียงแค่ 7 คนเท่านั้นร่วมทั้งตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น นักการทูตของอังกฤษที่ประจำอยู่ 1 คน นักสำรวจชาวยุโรปที่สนิทกับองค์ดาไลลามะองค์ก่อน (องค์ที่ 13) ก็แวะเวียนมาบ้าง นอกนั้นไม่เจอใครเลย แต่อย่างไรก็ตามก็ได้มีการรับข่าวสารจากต่างประเทศครับ ผ่านทางวิทยุ และนิตยสารต่างๆ
  5. ตอนที่จีนจะเข้ามายึดครองประเทศทิเบต จีนสมัยท่านประธานเหมา ได้ประกาศว่า ทิเบตเป็นจังหวัดหนึ่งของจีน จึงจำเป็นต้องเขามาทำการปลดปล่อยให้เป็นอิสระภาพ จากรัฐบาลทิเบต แต่จริงๆ แล้ว ทิเบตก็ปกครองตนเองมาเป็น พันๆ ปีแล้วครับ พระราชวัง Potala ซึ่งเป็นที่อยู่ขององค์ ดาไลลามะ และเป็นสำนักงานรัฐบาลกลาง เดิมเป็นของกษัตริย์ที่เคยปกครองทิเบตสร้างมาพันกว่าปี โดยพอเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธก็ได้ยกให้เป็นวังขององค์ดาไลลามะ เพื่อนผู้แต่งที่หนีจากค่ายเชลยศึกมาด้วยกัน ได้รับมอบหมายให้สร้างระบบชลประทานในทิเบตก็ได้ขุดเจอของโบราณหลายชิ้น ตอนที่หนีออกมาตอนจีนเข้ายึดครอง เขายังนำติดตัวออกมาหลายชิ้น และมอบให้กับพิพิธภัณฑ์ในอินเดียเพื่อจัดแสดงต่อไป
  6. ตอนที่อยู่ในทิเบต องค์ดาไลลามะยังเด็กอยู่อายุ 14-15 ปี การบริหารของประเทศก็มีคณะพระผู้ใหญ่บริหาร โดยท่านทรงนั่งเป็นองค์ประธาน ตอนแรกผู้แต่งก็นึกว่าท่านเป็นเพียงหุ่นเชิดให้กับรัฐบาล แต่หลังจากที่สัมผัสพบว่า ตัวท่านเองมีอำนาจพอสมควรเลย ทุกคนค่อนข้างจะเกรงใจท่านไม่ว่าท่านจะร้องขออะไร คนที่อยู่ในเมือง Lhasa ก็ใช้ได้ว่าจะเกรงกลัวท่าน แต่เป็นลักษณะให้ความเคารพและเชื่อฟังมากกว่า อย่างไรก็ตามเคยมีเหตุการณ์ว่า องค์ดาไลลามะต้องการจะทำเปลี่ยนแปลงกฎบางข้อ แต่คณะผู้บริหารไม่ยอมให้เปลี่ยนเนื่องจากจะขัดกับคำสั่งขององค์ดาไลลามะองค์ที่ 5 ตัวองค์ดาไลลามะขณะนั้นก็บอกว่า แล้วองค์ดาไลลามะองค์นั้นเกิดใหม่มาเป็นใครละ แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนได้ทั้งๆ ที่ตนเป็นผู้บัญญัติไว้เมื่อชาติก่อน

ยังมีเกร็ดต่างๆ อีกน่าสนใจในหนังสือเล่มนี้มากครับ ถือว่าเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเจริญของทิเบตในสมัยโบราณ ทั้งนี้ผมไม่ได้พูดถึงความเจริญในแง่วัตถุ หรือเทคโนโลยี แต่เป็นความเจริญด้านจิตใจของในประเทศที่ค่อยห่วงใยดูแลกัน ไม่ว่าจะเพื่อนมนุษย์หรือสัตว์ต่างๆ ผมคิดว่าถ้าวันนี้ ทิเบต ยังคงเป็นทิเบตเหมือนเดิม คงเป็นดินแดนที่น่าเข้าไปหาความสงบให้กับชีวิตสักครั้งครับ

ขอบคุณที่ติดตาม
เฟิร์สเล่าเรื่อง


0 Comments

ใส่ความเห็น

Avatar placeholder

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


The reCAPTCHA verification period has expired. Please reload the page.