REVIEW หนังสือ INTO THIN AIR ขอบอก หนุกมากเลยครับ วางไม่ลง ทำไมวางไม่ลง ขอเท้าความหน่อยครับ
.
จากที่ผมอ่านหนังสือ หิมาลัยไม่มีจริง ของนิ้วกลม ที่พูดถึงความงดงามจาก จากการเดินทางไปยังตีนเขาเอเวอร์เรสต์ ที่ EBC ( everest base camp ) ที่พูดถึงความงดงามทั้งทิวทัศน์ ผู้คน รวมถึงการเข้าถึงจิตวิญญาณของตัวเองในขณะที่เดินทาง นิ้วกลม ได้กล่าวถึงหนังสือชื่อ INTO THIN AIR ด้วย ผมเลยอยากหาอ่านว่าจะเป็นอย่างไร
.
สองเล่มต่างกันอย่างมากในแง่การเผชิญสิ่งที่อยู่ข้างหน้าครับ (สำหรับคนที่อยากรู้หิมาลัยไม่มีจริงเป็นอย่างไร ผมจะทิ้ง link ที่ผม review ไว้ด้านล่างนะครับ) INTO THIN AIR จะเกรินการเดินทางไปที่ EBC ไว้เพียงเล็กน้อย แต่จะเน้นตั้งแต่การเดินทางจาก EBC ไปยอดเขา เอเวอร์เรสต์ เป็นเหตุการณ์ เดือน MAY 1996 ที่ผู้เขียนอยู่ในเหตุการณ์จริง โดยมีผู้เสียชีวิตในการขึ้นยอดเขาครั้งนั้น รวม 12 คน
.
การเดินทางขึ้นยอดเขาไม่ง่ายเลยครับ นอกจากจะมีความชำนาญในการปีนเขาอยู่แล้ว ยังต้องมีผู้นำพาขึ้นไปด้วย เพราะการขึ้นไประดับความสูง 8,848 เมตร จากระดับน้ำทะเล จะต้องปรับสภาพร่างกายให้พร้อม และต้องมีลูกหาบซึ่งเป็น ชาวเชอร์ปา คนพื้นที่ ช่วยในการยกของขึ้นไปใช้ การสร้างทางเดินในการผ่านรอยแยกซึ่งลึกมากระหว่างเดินทาง โดยใช้บันไดอลูมิเนียมทำเป็นทางเดินครับ และจะต้องขึ้นไปอยู่ระหว่างแต่ละแคมป์ที่ระดับความสูงต่างๆ เพื่อปรับสภาพร่างกายให้พร้อมจะขึ้นไปสู่ยอดเขา
.
ในหนังสือมีเล่าถึง เศรษฐิณี HISO อเมริกันคนหนึ่งถึงแม้จะอยากขึ้นยอดเขาที่ต้องทิ้งความสบาย แต่ก็ยังอยากใช้ชีวิตแบบเดิม โดยนำ โทรศัพท์ที่โทรผ่านดาวเทียม , NOTEBOOK IBM ไปสองเครื่อง , แบตเตอรี่ที่พร้อมใช้ตลอดเวลาการปีนเขา มี SOLAR CELL ไว้ชาร์ตแบตเตอรี่ตลอดเวลา หลายคนบอกก็ไม่เห็นแปลก แต่อย่าลืมนะครับ นั้นปี 1996 เกือบ 25 ปีที่แล้ว ซึ่งอุปกรณ์ระดับนี้คนธรรมดาไม่ใช้ว่าจะมีใช้ได้ ต่อให้มีใช้ก็ใช่ว่าจะเอาติดตัวไปปีนเขานะครับ เอาอย่างนี้เพื่อให้เห็นภาพชัดเลย นอกจากจะมี อุปกรณ์ครบครันแล้ว ยังให้ บริษัทขนส่งทางอากาศ DHL ส่งนิตยสารหลายเล่ม เช่น VOUGE ส่งไปที่เนปาล และให้ลูกหาบวิ่งขึ้นไปให้อ่านบนภูเขา อืม… คราวนี้เชื่อในความไม่ธรรมดายังครับ
.
เรากลับมาสู่การเดินขึ้นเขาครับ ในระหว่างที่เดินขึ้นไปเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า ถ้ามีใครเสียชีวิตบนยอดเขาเอเวอร์เรสต์ จะไม่มีการนำศพลงมาครับ เพราะเชื่อว่าผู้ที่ขึ้นไปหวังที่จะอยู่บนนั้น ในระหว่างทางที่ผู้เขียนขึ้นภูเขา ก็เหมือนกับเจอบางสิ่งที่คล้ายกับมนุษย์ พอเดินไปถึง แคมป์ที่พักจึงได้ถาม ROB HALL ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมที่พาขึ้นไป และได้รับคำตอบว่า น่าจะเป็นศพนักเดินทางที่เสียชีวิตเมื่อ 2-3 ปีก่อน …. ใช่ครับ เจอศพตลอดทางระหว่างการเดินทาง พอผู้เขียนไปถึงที่พักและไปเดินเล่น ก็ได้เจออีกศพหนึ่งครับแต่ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เมื่อนักเดินทางอีกทีมหนึ่งเห็นศพเหมือนกัน ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเหมือนกัน
.
การเดินทาง จะมีหลายกลุ่มหลายทีมครับ แล้วแต่ว่านักปีนเขาจะจ้างใครมาเป็นหัวหน้าทีม ของผู้เขียนคือ ROB HALL ที่ได้เล่ามาข้างต้น ค่าขึ้นก็แพงนะครับ คิดเป็นเงินไทยคือหลักล้านบาท up ต่อคน นอกจากจะอึดแล้วก็ต้องรวยด้วยถึงจะขึ้นได้ และขณะเดินขึ้นภูเขาก็จะมีการประชุมกันระหว่างหัวหน้าทีมครับเพื่อช่วยกันวางแผนการขึ้นเพื่อไปให้ถึงด้วยกัน
.
การเดินขึ้นก็จะมีขั้นตอนวิธีการซึ่งผมจะขอข้ามนะครับ ไปถึงวันที่ขึ้นยอดเขาเอเวอเรสต์จากแคมป์ 4 เลยครับ การปีนผาขึ้นไปที่ความสูงระดับนี้ต้องมีการใช้ถัง ออกซิเจนเพื่อช่วยในการหายใจครับ เพราะคนที่อยู่ระดับน้ำทะเลจะไม่ชินกับอากาศที่เหลือเพียง หนึ่งในสามของอากาศพื้นล่าง แต่ชาวเชอร์ปาที่ขึ้นไป บางคนก็ไม่ได้ใช้เพราะชินกับความเบาบางของอากาศอยู่แล้ว ผู้เขียนขึ้นไปตอนเที่ยงคืนวันที่ 15 MAY ย่างเข้าวันที่ 16 ครับซึ่ง หัวหน้าทีมบอกว่าอากาศกำลังดีเหมาะกับการปีน โดยมีข้อตกลงว่าจะต้องขึ้นไปให้ถึงยอดภูเขาไม่เกิน บ่ายโมง ช้าสุดไม่เกินบ่ายสองโมง และถ้าเกินกว่านั้นและยังไม่ถึงยอดเขา ทุกคนจะต้องกลับลงมา ไม่อย่างนั้นสภาพอากาศจะไม่เอื้อยอำนวยและอาจถึงมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
.
เมื่อผู้เขียนไปถึง ณ ยอดเขาและได้ถ่ายรูปอะไรต่างๆแล้ว ก็ได้เดินลงมาโดยที่ขณะนั้นผู้นำทีมก็ยังไม่ถึงยอด เพราะต้องการรอคนที่ช้าให้ขึ้นให้หมดก่อน เลยเดินสวนทางกันมา แต่ในขณะที่กลับจากยอดเขา ได้มีลมพายุเข้าจนมองทางแทบไม่เห็น ประกอบกับ ออกซิเจนที่ใช้ในการหายใจก็หมด พอลงไปบริเวณแคมป์ 4 ผู้เขียนก็ล้มลงนอนแบบหมดแรง
.
ขณะนั้นผู้ที่ยังติดอยู่บนยอดเขารวมทั้ง หัวหน้าทีม ก็ไม่สามารถลงมาได้ เพราะต้องการส่งลูกทีมลงมาให้หมดก่อน รวมทั้ง ออกซิเจนของเขาก็ได้หมดลงไปด้วย ทำให้ร่างกายอ่อนล้า เขาติดอยู่บนยอดเป็นเวลานาน ทีมที่อยู่ด้านล่าง EBC ได้ วิทยุไปหาบอกให้รีบลงมา หากไม่สามารถช่วยลูกทีมที่เหลืออยู่ลงมาได้ ก็ให้ลงมาเอง แต่เขาก็ไม่ยอมลง ชาวเชอร์ปาที่เป็นลูกทีมของ ROB HALL ก็พยายามปีนขึ้นไปเพื่อเอาน้ำชาร้อนๆ ไปให้ดื่ม และจะได้ช่วยเขาลง พอปีนขึ้นไปก็เจอพายุไม่สามารถขึ้นต่อไปได้ จนในที่สุดขาดการติดต่อ และอีก 12 วันต่อมา ก็มีนักเดินเขาอีกกลุ่มได้ขึ้นไปยอดพิชิตยอดเขาอีกครั้ง ก็ได้เจอศพ ROB HALL อยู่ตรงบริเวณที่เขาได้วิทยุติดต่อล่าสุด และยังอยู่ตรงนั้น จนถึง ณ ตอนนี้
.
ผมได้อ่านและลอง serch ดูใน google พบว่ามี คนเสียชีวิตอยู่บนนั้นกว่า 200 คน หลายคนก็ไปไม่ถึงตามความฝัน บางคนพอไปถึงแล้วก็กลับลงมาไม่ได้ บางคนขาดอากาศ บางคนเหนื่อยอ่อน บางคนรู้ว่าถึงเวลาจะต้องหันหลังกลับถึงแม้จะไปไม่ถึงแต่ก็ไม่ยอมกลับ และไปต่อจนหมดเวลาที่จะลงมา
.
บางครั้งความฝันของคนก็ยอมแลกกับชีวิตเพื่อไปให้ถึง บางคนแค่ขอให้ได้เดินทางและหากไปไม่ถึงก็ไม่เป็นไรเพราะอย่างน้อยยังมีเวลากลับมาอยู่กับคนรอเราอยู่
.
เราคงไม่สามารถบอกได้ว่าแบบไหนเป็นสิ่งที่ถูกหรือควรทำ คงขึ้นกับปัจเจกบุคคลเองที่ต้องตัดสินใจ ส่วนผลตามมาจะเป็นอย่างไร ก็คงต้องเป็นไปตามนั้น ตามสิ่งที่เราเลือกเอง
.
ขอบคุณที่ติดตาม
เฟิร์สเล่าเรื่อง
.
ปล.สำหรับคนที่อยากอ่าน review หิมาลัยไม่มีจริง ของนิ้วกลม สามารถกดได้ ตาม link นี้เลยครับ https://www.facebook.com/FIRSTTELLSTORY/photos/a.2380326242211008/2824097884500506/

0 Comments