ผมเคยอ่านเจอ นิทานของเซน เรื่องหนึ่งซึ่งชอบมาก
มีพระสองรูป ได้เดินธุดงค์ไปด้วยกัน โดยรูปหนึ่งอยู่ในวัยชรา อีกรูปยังเป็นหนุ่ม ในขณะที่เดินผ่านไป ได้เจอกับหญิงสาวคนหนึ่ง กำลังจะเดินผ่านทางที่เต็มไปด้วยน้ำ มีโคลน ทำให้ผู้หญิงคนนั้นลังเลที่จะก้าวข้าม ไม่ก้าวข้าม และเมื่อพระสองรูปได้เดินเข้าใกล้หญิงสาว พระที่ชรากว่าได้ไปอุ้มผู้หญิงคนนั้น ข้ามน้ำที่เต็มไปด้วยโคลน และวางเธอลง ก่อนเดินไปต่อ พระหนุ่มอีกรูปได้แต่ตาโตตกใจในพฤติกรรมพระวัยชรา ว่าทำไมทำเช่นนั้น เพราะเป็นสิ่งที่ไม่สมควรแก่สมณะสงฆ์ ในขณะที่กำลังเดินทางต่อไปเรื่อยๆ จิตใจของพระหนุ่มก็รู้สึกมีความสงสัย วัตรปฎิบัติของพระชรามาก คิดในใจว่า ‘อุตสาห์ให้ความเคารพ นึกว่าจะตัดกิเลสได้ ทำไมถึงยังหลงรูปอยู่’ สุดท้ายเมื่อเดินถึงที่พักตอนเย็น จิตในก็ว้าวุ่นเกี่ยวกับ พฤติกรรมของพระวัยชรา … สุดท้ายพระหนุ่มก็ทนไม่ไหว เลยเอ๋ยปากถามพระชราว่า “หลวงพ่อครับ เมื่อกี้ทำไมหลวงพ่อ ถึงไปแตะต้องตัวสีกา ถึงขนาดอุ้มเลยครับ” พระอาวุโสกว่าหันมามองแล้วบอกกลับไปว่า “เราวางผู้หญิงไว้ตั้งนานแล้ว ทำไมเธอถึงได้อุ้มตามมาด้วยละ…..” .
จริง ๆ แล้ว พระหนุ่มไม่ได้อุ้มผู้หญิงตามมาครับ แต่จิตใจต่างหากที่อุ้มตามมา เหมือนกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต ที่เราไม่สามารถแก้ไข หรือทำอะไรได้ แต่เราก็ยังคงนึกถึง คอยคิดว่า ทำไมน่าตอนนั้นเราไม่ทำอย่างนั้น… ไม่ทำอย่างโน้น… ทั้ง ๆ ที่บางเรื่องได้ผ่านไปนานเป็น สัปดาห์ เป็นวัน เป็นปี หรือหลาย ๆ ปีแล้ว แต่เราก็ยังมานึกถึงให้กลับมาเป็นทุกข์อยู่เสมอ ๆ เหมือนกับเป็นตราบาปในใจตลอดเวลา อย่างไรก็ตามต่อให้นึกได้แบบนี้ ผมก็คนหนึ่งละที่ยังคงเป็นอย่างพระหนุ่มในบางครั้ง แต่ก็พยายามปล่อยวางตามที่พระท่านสอน สุดท้ายก็อาจจะมีลืมบางคราว นึกถึงบางคราว ด้วยอารมณ์ของมนุษย์ปุถุชนที่ยังมีกิเลส ที่ยังไม่สามารถปล่อยวางได้แต่อย่างน้อยการนึกถึงคำสอนเรื่องการปล่อยวาง ก็ช่วยให้ความรู้สึกเบาบางลงตามกาลเวลา
เพื่อน ๆ ท่านไหนมีประสบการณ์หรือข้อคิดเห็นอย่างไร คุยกันได้นะครับ
ขอบคุณที่ติดตาม
เฟิร์สเล่าเรื่อง


0 Comments