เม็ดเหงื่อผุดเต็มหลัง หัวใจเต้นถี่ขึ้น ทุกยามก้าว
ธิ เริ่มรู้สึกถึงความล้าของกล้ามเนื้อ
‘ทำไมแดดถึงแรงจัง’ ความคิดนี้ผุดมาเองตรงก้อนที่อยู่ระหว่างหู นี้ไม่ใช่สิ่งแรกที่โผล่มาในความคิดของธิ
.
เริ่มตั้งแต่ความมืดที่ถูกรบกวนด้วยเสียงนาฬิกา และ…
“ธิ มึงตื่นได้แล้ว พวกกูรอมึงคนเดียว” เสียงเจ้าน้ำดังออกเข้ามาในเต้นท์
.
หลังจากสอบเสร็จ ธิ เจ้าน้ำ โต๋ ชวนกันปีนเขา นั่งรถไฟออกจากสถานีรถไฟกลางตั้งแต่สายเมื่อวาน มาถึงที่หมายยามเย็น วางแผนนอนเต้นท์ที่ตีนเขาเอาแรงก่อน เช้ามืดจะเดินขึ้นเขาไปด้วยกัน หลังจากอาหารเย็นเข้าสู่ท้องทุกคนเลยรีบนอนเอาแรงเพื่อจะได้ตื่นก่อนแสงอาทิตย์จะมาทัก เมื่อเวลานัดมาถึงทุกคนนอกจาก ธิ พร้อมที่ออกเดินทาง เจ้าน้ำ เห็น ธิ ยังไม่ออกเลยมาตาม
.
“ กูตื่นแล้ว เดี๋ยวรอแป๊บ” เสียงตอบมาจากในเต้นท์
.
เมื่อทุกคนพร้อม ก้าวแรกของการเดินทางขึ้นภูกระดึง ความสูงกว่าพันสองร้อยเมตรจากระดับน้ำทะเล ก็เริ่มต้นขึ้น
.
ภูกระดึง ป๊าเคยเล่าให้ฟังว่าเคยมาเยือนตอนที่ทำงานประจำ เคยเล่าว่า ตอนเดินกลับแคมป์ช่วงกลางคืน มองจากสันภูเข้าไปกลางภูที่เป็นที่ราบ เห็นฝูงช้างป่าเป็นเงาคล้ายพุ่มไม้ที่เคลื่อนที่ได้ แต่ก็ไกลมากจนไม่มีอันตรายใดๆ นอกจากนี้ยังมีทะเลหมอกยามเช้าผานกแอ่น
.
หลังจากเตรียมพร้อมและได้ตกลงจ้างลูกหาบแบกข้าวของที่จำเป็นขึ้นไปให้ก่อน เด็กที่พึ่งจบม.ปลายจาก รร แถวสะพานพุทธฯ สามคนเดินขึ้นเขาอย่างรวดเร็วเพราะมีเพียงเป้ที่ติดตัวขึ้นไปคนละใบ แต่หลังผ่านได้ไปกว่า หนึ่งชั่วโมง ทุกคนเริ่มก้าวย่างช้าลง ตามความสูงที่เพิ่มขึ้น ธิ มีอาการก่อนคนแรก เนื่องจากที่ผ่านมาไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเพราะมั่วแต่อ่านหนังสือ ส่วนสองคนที่เหลือเป็นนักกีฬาอยู่แล้ว เลยยังคงมีแรงสำรองอีกเยอะ
.
“มึงไหวไหมวะธิ” โต๋หันมาถาม กลัวเพื่อนรักจะหมดแรงไปก่อน
.
“กูไหว เดี๋ยวค่อยพักที่ซำแฮก” (ซำแฮกคือที่พักจุดแรก-ผู้แต่ง)
.
“เออ ถ้ามึงไม่ไหวบอกพวกกู กูรอได้”
.
“ เครเคร”
.
แล้วทั้งสามคนก็ก้มหน้าเดินต่อไป เสียงคุยกันเริ่มเบาลงเรื่อยๆ
.
‘กูไม่คิดว่าจะเหนื่อยขนาดนี้ เมื่อไหร่ถึงวะ’ เสียงในหัวธิเริ่มทำงาน
.
สักพักใหญ่ๆ ก็ถึง ซำแฮก พักเหนื่อยแบบแฮกๆ ครู่ใหญ่ กินน้ำขนมเรียบร้อย ก็พร้อมลุยต่ออีก 6 ซำหรือจุดที่พักที่เหลือ และความเมื่อยของกล้ามเนื้อก็เพิ่มแบบโค้งกระดกขึ้น คือเพิ่มเป็นทวีคูณทุกๆ ความสูง ยิ่งจาก ซำแคร่(ที่พักสุดท้าย) ไปจนถึงหลังแปหรือจุดสูงสุดของการเดินทางขึ้นภู แถบจะชันเหมือนกำแพงป้อม ยังดีที่ทำทางเดินค่อยๆ เดินวนขึ้นไปจนถึงหลังแป
.
“ถึงแล้วโว้ย” เจ้าน้ำร้องดัง ทุกคนที่เหลือขึ้นตามหลังมา ทั้งสามหันหลังไปมองภาพด้านหลัง มองภาพที่สวยงามของจังหวัดเลย ทุกคนรู้เลยว่าคุ้มที่ปีนขึ้นมา คุ้มกับที่บ่นกันมาตลอดทางว่าไม่น่าพลาดเลย และตอนนี้ทุกคนก็หมดแรงอยากอาบน้ำนอนเอาแรง อยากเข้าที่พัก เพื่อจะได้ตื่นไปดูทะเลหมอกยามเช้า
.
“เฮ้ย โต๋ เจ้าน้ำ ก่อนเข้าที่พักมาถ่ายรูปกับป้ายหน่อย ว่าพวกเรามาถึงแล้ว”
.
“ ยิ้มด้วยโว้ย อย่าทำเป็นเหนื่อย กูถ่ายเสร็จจะได้ลง IG”
.
“บอกตัวมึงเถอะ ธิ กูกับโต๋ สบายๆ”
.
หลังจากมีคนเข้ามากด like บน IG
“ปะ เข้าที่พักกัน โต๋ เจ้าน้ำ ที่พักอยู่ตรงไหนวะตอนนี้กูหมดแรงละ”
.
“ธิ มึงไม่เห็นป้ายที่เข้าเขียนไปทางพักหรือ เจ้าน้ำ มึงอ่านให้มันฟังดิ”
.
“ที่พักอีก สาม-พัน-ห้า-ร้อย-ยี่-สิบ-หก เมตร”
.
“เชด… กูแทบจะคลานแล้ว ยังต้องเดินอีกหรือวะ”
.
“ ก็พ่อมึงให้มึงไปว่ายน้ำด้วย มึงก็ไม่ไป รีบเดินรีบไป โต๋ ปะลากมันไปได้แล้ว กูอยากจะหาข้าวกินละ”
.
ตลอดที่อยู่บนภูกระดึง ทั้งสามวันสองคืน ได้เสพภูมิทัศน์ที่ไม่เคยมีในระดับน้ำทะเล ทั้ง ป่าสน ทะเลหมอก พระอาทิตย์ลับฟ้าที่ผาหล่มสัก เป็นอีกหนึ่งความประทับใจ ก่อนเปลี่ยนจากเด็กมัธยมขาสั้น ไปใส่กางเกงขายาว
.
ความพยายามในการปีนเขาแม้จะต้องเผชิญความเหนื่อยล้า ก็ได้มาถึงสิ่งที่ไม่มีทางเห็นด้วยตาเนื้อ ณ พื้นที่เดียวกับระดับน้ำทะเล ทุกความพยายามย่อมมีคุณค่าเสมอและ …..
.
ความสำเร็จย่อมต้องแลกมาด้วยความพยายาม
.
ขอบคุณที่ติดตาม
เฟิร์สเล่าเรื่อง
** ถ้าชอบเรื่องนี้ ช่วยกด like กดแชร์ให้ด้วยครับ
ขอบคุณภาพสวยๆ จาก โดย This Photo was taken by Supanut Arunoprayote.

0 Comments