เติ้งเสี่ยวผิง
ว่าด้วยการปฎิวัติวัฒนธรรมและเค้าโครงความคิดเศรษฐกิจจีนใหม่
โดย มาดาม เติ้งหยง แปลโดยสุขสันต์ วิเวกเมธากร
เป็นหนังสือที่ไม่มีการตีพิมพ์แล้วครับ พอดีผมหาซื้อมาจากร้านขายหนังสือมือสองใน facebook ครับ ผู้แต่งเป็นลูกสาวของเติ้งเสี่ยวผิง แต่งหลังจากครบรอบการเสียชีวิตของ เติ้ง ได้ 3 ปี สิ่งที่อ่านได้มองเห็นภาพจีนในขณะนั้นมากครับ
การเล่าเรื่องจะพูดถึง ช่วงการปฎิวัติวัฒนธรรมของจีน ซึ่งเป็นแนวคิดของท่านประธานเหมา แต่ก็ถือว่าเป็นช่วงที่สาหัสของประเทศจีนเหมือนกัน เพราะว่าการปฎิวัตินี้ทำให้คนจีนอดตายหลายล้านคน และทำให้ประเทศล้าหลังไปมากทั้งๆที่เป็นประเทศที่ชนะสงคราม แต่ต้องไล่ตามญี่ปุ่นที่เป็นผู้แพ้สงคราม
ขณะนั้น เติ้ง ได้ถูกปลดออกจากตำแหน่งที่สำคัญๆ ของพรรค และรัฐบาล โดยถูกกล่าวหาว่าเป็นนายทุนหมายเลข 2 ในช่วงการปฎิวัติวัฒนธรรม ของกลุ่มแก๊ง 4 นำโดย นาง เจียง ซิง ซึ่งเป็นภรรยาของท่านประธานเหมา ได้ทำการปฎิวัติวัฒนธรรม โดยได้ปลุกระดมนักศึกษา ทำการจับ ปลด ใส่ของหาแก่ผู้บริหารประเทศขณะนั้น ทำการจับอาจารย์ มหาวิทยาลัย ที่อยู่ตรงข้ามกับกลุ่ม ปฎิวัติวัฒนธรรม ไปใช้แรงงานตามชนบท เติ้งเสี่ยวผิง เองก็โดนด้วย ทั้งนี้โดยการเห็นชอบของประธานเหมา ตอนนี้ประธานเหมาก็ไม่ต่างอะไรจากจักรพรรดิของจีน พูดอะไรทุกคนต้องทำตามหมด
กลุ่มของนางเจียง ซึ่งมีอยู่หลายคน แต่มีแกนนำหลักๆ อยู่ 4 คน คือนางเจียง (ภรรยาท่านประธานเหมา) , จาง ชุนเฉียว, เหยา เหวินหยวน และหวัง หงเหวิน รวมทั้ง หลิน เปียวซึ่งคนหลังนี้ ได้มีช่วงที่ท่านประธานเหมาจะให้มาเป็นผู้สืบทอดต่อ แต่ภายหลังเมื่อท่านประธานเหมาเห็นว่า กลุ่มนี้ได้ทำเรื่องเลยเถิดในการปฎิวัฒนธรรมของประเทศและคิดจะคุมอำนาจบริหารประเทศเอง ประธานเหมาก็เริ่มจะลดบทบาท และจัดการจนในที่สุด หลิน เปียว ต้องขึ้นเครื่องบินหนีไปรัสเซีย แต่เครื่องบินได้ตกมาตายก่อน แต่กลุ่ม แก๊ง 4 ยังคงอยู่และพยายามจะมีอำนาจทั้ง พรรคคอมมิวนิสต์จีน และการบริหารประเทศโดยการนำของนายกรัฐมนตรี โจว เอินไหล ที่ต้องคอยคานอำนาจกับกลุ่มนี้ เพื่อให้ประเทศจีนอยู่รอดต่อไปได้
ขณะที่เติ้งถูกปลด ได้ถูกย้ายไปชนบทที่ห่างไกลและต้องเดินทางไปใช้แรงงานที่โรงงาน ในขณะที่อายุย่างเข้า 70 ปี พร้อมภรรยา และแม่เลี้ยงของเติ้ง ส่วนลูกชายและลูกสาวได้พลัดพรากไปใช้แรงงาน และเข้าค่ายคอมมูนที่ต่างๆ ลูกชายคนคนโต ได้ถูกทำร้ายจนต้องกระโดดตึกหนีและพิการต่อมา สร้างความเสียใจให้กับเติ้งเป็นอย่างมาก
และขณะที่ถูกให้ไปใช้แรงงานที่ต่างจังหวัดที่กันดารนั้น เติ้งก็มีได้ย่อท้อ นอกจากจะไปใช้แรงงานแล้วยังคงพยายามติดต่อกับรัฐบาล และพรรคคอมมิวนิสต์จีน เพื่อไม่ให้ตัดขาดกันไปเลย รวมทั้งอ่านหนังสือยามว่าง ทั้งนี้ถึงแม้ว่าประธานเหมาจะปลดเติ้งจากฝ่ายบริหาร แต่ก็ไม่ได้ขับไล่ออกจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน โดยอาจคิดในใจว่าวันหนึ่งจะนำเติ้งมาใช้งานได้
สุดท้ายผ่านไป 6-7 ปี ภายหลัง หลิน เปียว ได้เครื่องบินตกและตายไป ประธานเหมา ได้นึกถึงเติ้ง และสุดท้ายก็ให้เติ้งกลับมาช่วยงานในตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี และตำแหน่งสำคัญต่างๆ รวมทั้งดูแลงานด้านต่างประเทศ เป็นตัวแทนในการต้อนรับแขกที่มาเยือน รวมทั้งประชุมที่ต่างประเทศ และช่วยงานนายกรัฐมนตรี โจว เอิงหลาย ซึ่งได้อ่อนแอลงเนื่องจากการเป็นมะเร็งแต่ก็ยังคงทำงานอย่างหนักเพื่อกอบกู้ประเทศจีน ขนาดถ่ายเป็นเลือดแล้ว ยังคงเข้าประชุมต่างๆ ติดตามความก้าวหน้า
หลังจากเติ้งกลับมาบริหารประเทศ ก็รีบเร่งโหมงาน เพราะรู้ตัวเองว่าขณะที่อายุย่างเข้า 70 ปีแล้ว คงมีเวลาได้อีกไม่นานในการกอบกู้ประเทศ รวมทั้งต้องพยายามระวังกลุ่ม นางเจียง ซึ่งถือว่าตนเป็นภรรยาประธานเหมาถึงอย่างไรท่านเหมาคงไม่คิดจะทำร้ายนางนอกจากมีการดุ กล่าว เป็นระยะๆ และจนมาถึงปี ค.ศ 1976 โจวเอินหลาย นายกรัฐมนตรีได้ถึงแก่ อสัญกรรม กลุ่มแก๊ง 4 เลยไปรายงานกล่าวร้าย เติ้งเสียผิง ต่อประธานเหมาซึ่งขณะนั้นได้ป่วยอยู่ จนเติ้ง ถูกปลดออกจากตำแหน่งอีกครั้ง และพอปลายปีเดียวกัน ประธานเหมาได้เสียชีวิตลง นายกรัฐมนตรี หวากว๋อเฟิง ซึ่งท่านเหมาได้แต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีแทน โจวเอินหลาย ได้นำกำลังจับกลุ่ม แก๊ง 4 พร้อมทั้งคืนตำแหน่ง รองนายกให้กับ เติ้ง เสี่ยว ผิง
และเมื่อเติ้ง ได้เข้ามารับตำแหน่งอีกครั้ง ก็มิได้กล่าวร้ายถึงท่านประธานเหมา ทั้งยังคงให้นำคำสั่งท่านประธานเหมามาปฎิบัติ แต่ให้ปรับให้เข้ากับยุคสมัย ต่อมาเติ้งได้เป็นบุคคลสำคัญในการบริหารประเทศ และออกแบบรูปแบบเศรษฐกิจให้กับจีน จนเป็นรากฐานในการพัฒนาจนเจริญมาเป็นหนึ่งในผู้ทรงอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบัน
สิ่งที่ควรรู้เพิ่มเติม
- ถึงแม้ว่าจะได้ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี แต่เติ้งก็ไม่ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญทางพรรคคอมมิวนิสต์จีน
- เติ้งเคยเรียนหนังสือที่ฝรั่งเศล
- เติ้งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมรบกับท่านประธานเหมา เพื่อเอาชนะกลุ่มของ เจียง ไคเช็ก
ขอบคุณที่ติดตาม
เฟิร์สเล่าเรื่อง

0 Comments