โดย ดร.นภดล ร่มโพธิ์ หนังสือเล่มนี้ ได้ให้แนวคิดไอเดียที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการทำ STARTUP ครับ พออ่านจบ เลยต้องขอรีวิวให้เพื่อน ๆ อ่านกันหน่อย
1. ผู้เขียนได้ให้เล่าถึงความแตกต่างระหว่าง SME และ STARTUP ครับ
SME
คือการทำธุรกิจแบบเดิมๆ ที่เราทำกันอยู่ทั่วๆไป ครับ ถ้าเราอยากจะได้รายได้เพิ่มก็ทำการขยายสาขา ขยายกิจการให้มีรายได้ไปเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ครับ ก็คือการทำแบบเดิมๆอย่างธุรกิจที่เราเห็นทั่วๆ ไป ขอนำตัวอย่างจากในเล่มเลยนะครับ เหมือนกับเราขายบะหมี่ครับ ถ้าเราขายดีเราก็ขยายร้าน ขยายสาขาเพิ่มไปเรื่อยๆ เพียงแต่ว่าเราคิดว่าเราจะขายได้กี่สาขา?
STARTUP
คือการทำธุรกิจแบบ โมเดลใหม่ๆ แทนที่เราจะทำบะหมี่เอง เปิดสาขาเอง เราก็เปิด website ขึ้นมา แล้วเชิญชวนให้ผู้ขายบะหมี่ทั้งประเทศมาลงประกาศใน website ของเรา โดยให้คนอื่นทำและส่งไปให้ลูกค้าที่บ้านเลยและแบ่งเปอร์เซนต์กัน ซึ่งจะทำให้เราสามารถขยายกิจการให้ใหญ่ขึ้นได้ และด้วยวิธีการเดียวกันนี้ เราสามารถทำซ้ำ (Scalable) ในที่นี้ก็คือเมื่อเรามองลู่ทางว่าบะหมี่ไปได้สวย เราก็เปิดช่องทาง หาผู้ขาย โจ๊ก ขายข้าวต้ม เพิ่มได้ โดยใช้หลักการเดียวกัน แบบขายบะหมี่เลยครับ
ทั้งนี้ไม่ได้บอกว่าอะไรดีกว่าอะไรนะครับ ทั้งนี้แล้วแต่คนชอบว่าจะทำแบบไหน แต่เพื่อให้เราเห็นความแตกต่างจะได้นำไปต่อยอดธุรกิจของเราต่อไป
2. การทำ Starup ต้องสามารถขยายใหญ่ได้โดยไม่มีเรา
ลองคิดดูว่าถ้าธุรกิจจะต้องพึ่งพาเจ้าของอย่างเดียว ถ้าเกิดไม่สบายหยุดไปสักเดือนหรือสองเดือน ธุรกิจเราจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าเราใช้ เทคโนโลยีเข้าช่วยเช่น website ที่มีระบบสามารถดำเนินการโดยอัตโนมัติทั้งที่ไม่มีเรา และทำให้เราสามารถรับลูกค้าเพิ่มได้โดยไม่ต้องลงแรงเพิ่ม หมายถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้น พร้อมกับมีเวลาว่างขึ้น
ข้อนี้ เป็นอีกข้อที่ผมชอบครับ ตอน 20-30 ขวบ กว่าๆ เราสามารถลุยงานไหว จะอดนอน ขับรถไกลๆ ก็ได้ แต่พออายุมากขึ้น ชักไม่ไหวเหมือนกัน ดังนั้นเลยเริ่มกลับมาทบทวนวิธีการทำงานของตนเอง ทำอย่างไรให้มีรายได้เพิ่ม แต่มีเวลากับตัวเองและครอบครัวเพิ่มขึ้น
.
3. อ่านดูก็เหมือนกับง่ายแต่จริง ๆ จะง่ายแบบนี้ไหม
ผู้แต่งได้ให้แนวคิดว่า ถ้าเรามั่วแต่คิดเราก็ไม่ได้ทำอะไรเลย ดังนั้น เมื่อคิดแล้วก็ให้รีบลงมือทำ ถ้าจะไม่สำเร็จก็ให้ล้มเร็วๆ และจะได้เริ่มใหม่ แต่ทั้งนี้เวลาล้มต้องระวังไม่ให้ล้มแรงจนลุกไม่ไหวครับ เช่น ลงทุนจนหมดหน้าตัก ลาออกลุยทั้งๆที่ยังไม่เห็นอนาคต อย่างนี้ผมว่าโอกาสไม่รอดสูงครับ แต่ถ้าเราล้มแบบพอลุกไหว การล้มครั้งนั้นก็จะเป็นประสบการณ์เพื่อให้เราไปต่อครับ อย่างเช่นเราอยากขายสินค้าชนิดหนึ่ง ไม่จำเป็นเราต้องรีบตั้งโรงงานหรือจ้างคนมาผลิตทีละเยอะๆ เราอาจจะให้คนอื่นผลิตให้ก่อน เมื่อเรามั่นใจว่าขายได้ เราก็ค่อยเพิ่มกำลังผลิตต่อไป ถ้าขายไม่ได้ก็เลิกหาไปทำอย่างอื่นแทน
4. เมื่อเราทำอะไรลงไป เราจะต้องวัดผลสำเร็จได้ ไม่ใช่เราทำไปเรื่อย ๆ
และไม่รู้ว่าที่เราทำไปอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่การวัดผลมิใช่เป็นเพียงจะบอกว่าสำเร็จและไม่สำเร็จเท่านั้น การวัดผลจะทำให้เรามองและวางแผนขั้นตอนต่อไปได้เรื่อยๆ
ทั้งนี้ที่ผมสรุปมาเป็นเพียงแนวคิดที่ผมชอบแบบคร่าวๆ ถ้าเพื่อนๆ คนไหนอยากลงลึกไปในรายละเอียด และดูแนวคิดอื่นๆ ในเล่ม ลองหาอ่านดูเพิ่มเติมได้ครับ
ขอบคุณที่ติดตาม
เฟิร์สเล่าเรื่อง

0 Comments