แต่งโดย Steve Brusatte แปล สุนันทา วรรณสินธ์ เบล
ถ้าย้อนประวัติศาสตร์ของวัฒนธรรมมนุษย์ อาจจะย้อนหลังกลับไป ได้หมื่นปี แต่ถ้าเทียบกับไดโนเสาร์ ที่ครองโลกมาเป็นหลายร้อยล้านปี เราเป็นเพียงแค่การเศษเสี้ยวของเวลา
หนังสือเล่มนี้เล่าถึงความเป็นมาของไดโนเสาร์จนถึงการสูญสิ้น ยุคแรกๆ ไดโนเสาร์ก็มิได้ครองโลก แต่เป็นสัตว์โบราณสายพันธุ์อื่น จนถึงยุค จูราสิค เป็นยุคที่แท้จริงของไดโนเสาร์ การสืบค้นหาที่มาและพันธุ์ต่างๆ ได้ใช้ทั้งความรู้และความพยายามหลายแขนง ผมขอสรุปอะไรที่สนุกมาเล่าให้ฟังครับ
1. จริงๆ แล้วไดโนเสาร์อาจจะไม่ได้หายไปไหน แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่บินอยู่บนหัวเรา ใช่ครับ นก พวก
เวโลซีแรปเตอร์ ที่ภาพจำที่เป็นสัตว์ดุร้าย จริงๆ ตัวไม่สูงกว่า 2 ฟุตเลยครับ น่าจะเป็นหนึ่งในสายตระกูลของนกในปัจจุบัน ภาพจำทุกคนคิดถึงคือดุร้าย มีผิวแบบสัตว์เลื้อยคลาน แต่หลักฐานสำคัญเราพบขนของมัน!!! หลายคนคงสงสัยว่าแล้วตั้งหลายร้อยล้านปีจะมีขนได้อย่างไร ตัวขนเองอาจจะไม่เหลืออยู่ครับ แต่หากมันตายกระทันหัน แล้วโดนหินลาวากลบทันทีจะเก็บร่องรอยของขนได้ ซึ่งเป็นหลักฐานที่สำคัญที่ทำให้รู้ว่ามันมีขน แต่ที่เซอร์ไพรส์ไปกว่านั้น เดี๋ยวนี้มีเทคโนโลยีที่ใช้กล้องส่องขยายดูร่องรอยของ สิ่งที่มีในขนชื่อว่า เมลาโนโซม เมื่อเทียบกับเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตในปัจจุบัน ว่ามีรูปร่างลักษณะอย่างไร จะสามารถบอกได้เลยว่า ขนของเจ้า เวโลซีแรปเตอร์เป็นสีอะไร ว้าวๆๆๆๆ
2. ทีเร็กซ์ เจ้าไดโนเสาร์ร่างยักษ์ที่ดุร้าย ก็มีขนครับ แต่เป็นย่อมๆ และภาพจำเราจะเห็นว่ามันสามารถกัด รถเก๋ง พังได้สบายๆ แบบในหนังจูราสิคปาร์ค นักโบราณคดีก็สงสัยว่าทำได้จริงไหม จึงได้มีการจำลองรูปแบบฟันของทีเร็กซ์ขึ้นมา และลองทดสอบดู ปรากฎว่าสามารถทำลายรถได้จริงๆ แต่พวกเขาก็ยังสงสัยว่า ถ้ากัดไปด้วยแรงขนาดนั้นกะโหลกจะสามารถทนแรงต้านที่สะท้อนจากแรงกัดได้หรือเปล่า เขาเลยไปให้นักวิทยาศาสตร์ใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์แบบพวกจำลองแบบโครงสร้างสะพาน สร้างการคำนวณกะโหลกของทีเร็กซ์ โดยเอากะโหลกที่ขุดได้จริงไปเข้าเครื่อง CT SCAN ลักษณะที่ใช้ในโรงพยาบาล เอามาช่วยในการสร้างภาพจำลอง ปรากฏว่ารูปแบบกะโหลกสามารถรับแรงสะท้อนได้ เห็นไหมครับต้องใช้ความรู้หลายแขนงจริงๆ ยิ่งเราก้าวหน้า เราสามารถบอกเล่าเรื่องราวในอดีตได้
3. แหล่งที่เราอาศัยอยู่ก็เป็นปัจจัยสำคัญให้เราเรียนรู้เรื่องไดโนเสาร์ครับ พวกนักสำรวจ เช่น ในอเมริกา จะพอทราบว่าแหล่งไหน รัฐไหน บริเวณไหน มีกระดูกหลงเหลือบ้างจากที่เคยมีคนพบเจอ แล้วก็จะไปสำรวจ แต่เรามักเข้าใจว่าจะต้องใช้อุปกรณ์ x-ray ผ่านที่พื้นดิน ซึ่งผมคิดว่าคงมีการใช้ด้วย แต่ส่วนใหญ่ที่อ่านในหนังสือเล่มนี้ นักสำรวจจะมองไปรอบๆ ภูมิประเทศ โดยใช้สายตาแยกแยะระหว่างหินต่างๆ กับกระดูกไดโนเสาร์ ซึ่งคนธรรมดาคงทำไม่ได้ถ้าไม่ได้ฝึกฝน และเมื่อเขาเหล่านั้นเห็นอะไรที่เป็นกระดูกไดโนเสาร์ ก็จะลองสำรวจขุดดู เหมือนจะง่ายเลยนะครับ แต่จริงๆ ถ้าเราๆไปเดินดู ก็คงแยกความแตกต่างไม่ได้แน่ๆๆ
.
4 จากการค้นพบหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ของแหลมยูกาดานในแม๊กซิโก หลายคนเชื่อว่าเหตุการณ์นี้เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ แต่นักบรรพชีวิน หลายคนก็ไม่เชื่อ หลายท่านเชื่อว่า ที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์อาจจะเป็นปัจจัยอื่นๆ แต่ก็คงถกเถียง กันต่อไป ว่าเกิดจากอะไร แต่ประเด็นสำคัญที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอยู่รอด อาจเป็นเพราะสิ่งมีชีวิตแบบหนูตัวเล็กด้วยขนาดของมัน อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่อยู่รอด เพราะสามารถจะหลบซ่อนจากมหัตภัยที่อุกกาบาตชนได้ โดยที่ไดโนเสาร์ไม่สามารถหลบจากสะเก็ดการระเบิด ฝนกรด ประกอบกับขนาดตัวที่ใหญ่และต้องหาอาหารปริมาณมากๆ ทำให้หาอาหารไม่เพียงพอและสูญพันธุ์ไป แต่สัตว์ขนาดเล็กเท่าหนู สามารถหลบซ่อนได้ และไม่ต้องหากินอาหารปริมาณมากๆ จากสถานการณ์ที่เลวร้าย และอยู่รอดจนท้ายสุดได้มีการพัฒนามาเป็นสายพันธุ์อื่นๆ และเป็นมนุษย์อย่างเรา
.
นี้เป็นเพียงบางส่วนครับ เล่มนี้ผมอ่านแบบช้าๆ เลยครับ เพราะชอบรายละเอียดเนื้อหามาก คนแต่งก็เขียนแบบเล่าเรื่องสนุกแต่แฝงด้วยทฤษฎีและวิชาการ เพื่อนๆคนไหนชอบแนวนี้ แนะนำเลยครับ ลองอ่านดูเลยครับ
.
ขอบคุณที่ติดตาม
เฟิร์สเล่าเรื่อง

0 Comments