Review หนังสือจากจักรพรรดิสู่สามัญ ตอนที่ 5
โดย อั้ยชิง เจี่ยวหรอ ฟู่อี้ (หรือปูยี จักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีน)
ตอนนี้เป็นตอนจบนะครับ
เมื่อฟู่อี้กลับมาที่ประเทศจีน ได้ถูกคุ้มขังในสถานกักกัน ถึง 10 ปี ที่แห่งนี้ พอผมอ่านแล้วมีความรู้สึกว่า เป็นสถานที่เปลี่ยนคนจริงๆ ผมจะเล่าให้อ่านว่าเป็นอย่างไร
.
เมื่อมาถึง ฟู่อี้ ได้แยกห้องพักจากครอบครัว โดยต้องไปรวมกับคนอื่น แต่บางคนก็เคยเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลเดียวกับเขา แต่ครั้งนี้การปฎิบัติกับฟู่อี้แตกต่างออกไป มีการกระแนะกระแหน เป็นระยะๆ
.
การใช้ชีวิตในนี้ของฟู่อี้ค่อนข้างลำบากมากเลย จากเดิมที่ตื่นมาไม่ต้องทำอะไรแม้แต่พับผ้าห่ม ก็ต้องมาพับเอง งงกันละซิครับว่าแค่พับผ้าห่ม ใช่ครับ!!! พับผ้า เพราะตอนที่เป็นจักรพรรดิเขาไม่ต้องทำอะไรเองเลยมีคนทำให้หมด ถึงแม้จะออกจากพระราชวังแล้ว เพราะยังมีผู้ติดตามตามไปดูแล ถึงแม้แต่ตอนโซเวียตเองก็ยังมีหลานมาค่อยรับใช้ เมื่อต้องทำเองทุกอย่างก็เลยงงเป็นไก่ตาแตก ต้องพยายามปรับตัวใหม่
.
บางครั้งการแต่งตัวไม่เรียบร้อย ก็จะมีหัวหน้าผู้คุมค่อยมาบอกว่าทำอะไรไม่เหมือนกับคนทั่วไปบ้าง แต่ก็ให้เวลาปรับตัว การอยู่ในที่คุมขัง ผู้คุมมักจะไม่ได้ดุด่าอะไร มีแต่การตักเตือนให้เขา ปฎิบัติตัวให้เข้าที่เข้าทางเหมือนกับคนทั่วๆไป
.
ในนั้นจะมีการให้เขียนการสารภาพความผิดว่าตัวเองเคยทำอะไรไปบ้าง ช่วงแรกก็เขียนคำสารภาพไปไม่หมด กลัวจะถูกลงโทษอย่างหนัก เพราะสิ่งที่เขาได้ทำกับญี่ปุ่น ทำให้มีคนตายไปมาก แต่ทางเจ้าหน้าก็จะอดทนเพื่อให้เขายอมสารภาพมาเอง ทำหน้าที่เพียงตรวจสอบว่าเป็นจริงไหม เช่นการที่ส่งข้าว ส่งแร่ธาตุไปญี่ปุ่น ก็ให้สารภาพมาว่าส่งไปปริมาณเท่าใด พอฟู่อี้เขียนไปเจ้าหน้าที่ก็บอกว่าไม่น่าจะเป็นจริง พร้อมทั้งอธิบายให้ฟู่อี้ฟัง โดยตัวเขาเองก็ไม่รู้ตัวเลขที่แท้จริงเหมือนกัน เพราะไม่เคยเขาทราบรายละเอียดที่เกิดขึ้นชัดเจน
.
มีเรื่องหนึ่งที่ฟู่อี้เก็บเป็นความลับไว้ตลอด คือ ตอนที่นำกระเป๋าเดินทางเข้ามาที่กักกัน เขาได้นำอัญมณีและของมีค่าซ่อนไว้ช่องลับใต้กระเป๋า เผื่อว่าเมื่อออกไปแล้วจะสามารถนำมาขายเพื่อเลี้ยงตัวได้ตลอดชีวิต เรื่องนี้เขาเก็บเป็นความลับมาตลอดโดยเชื่อว่าทางผู้คุมไม่มีทางรู้ ถึงแม้ว่ากระเป๋าใบนั้นจะถูกเก็บไว้โดยทางผู้คุมก็ตาม
.
เขาต้องศึกษาลัทธิคอมมิวนิสต์ พร้อมกับทำงานไปด้วย โดยงานที่เขาได้ทำ นอกจากจะดูแลสวนและรดน้ำต้นไม้แล้ว ยังมีการทำกล่องไม้ขีดไฟ ซึ่งเป็นงานที่ยากมากสำหรับเขา ตอนแรกก็ใช้ไม่ได้แต่หลังจากทำติดๆกัน ก็เริ่มมีทักษะที่ดีขึ้น หลังจากนั้นไม่นานทางเรือนจำได้ให้เขาออกไป ทัศนศึกษาชีวิตด้านนอกที่คุมขังกับเพื่อนๆที่ติดอยู่ด้วยกัน
.
สถานที่เขาไปต้องไปเจอผู้คนมากมาย หนึ่งในนั้นคือหญิงสาวที่ครอบครัวได้เสียชีวิตจากความโหดร้าย ช่วงญี่ปุ่นปกครองอยู่ในประเทศแมนจูกัวซึ่งมีเขาเป็นหัวหน้าปกครองอยู่ด้วย หลังจากได้รับฟังความโหดร้าย ฟู่อี้ก็รู้สึกผิดและต้องลุกขึ้นสารภาพต่อหน้าหญิงสาวผู้นั้นว่าเขาคือ ฟู่อี้ และเป็นผู้ปกครองตอนนั้น เขาคาดว่าคงต้องถูกตำหนิหรืออะไรสักอย่าง ปรากฏว่าหญิงสาวผู้นั้นอึ่งไปสักพัก และบอกว่าตอนนี้เป็นชีวิตใหม่แล้ว เราจะลืมเรื่องเก่าๆ พร้อมกับเดินหน้าพัฒนาประเทศไปด้วยกัน โดยหญิงคนนั้นไม่มีความโกรธแสดงให้เห็นอยู่เลย
.
นั้นเป็นเรื่องที่ฟู่อี้ก็แปลกใจมาก อย่าว่าแต่ฟู่อี้เลยครับ ผมเองยังแปลกใจเลยว่า ลัทธิ นี้เปลี่ยนความคิดของคนที่เครียดแค้นให้หายไปได้ขนาดนี้เลยจริงหรือ !!!
.
หลังจากนั้น ไม่นาน ฟู่อี้ ก็ได้เขียนคำสารภาพใหม่ บอกว่าตนได้ซ่อนสิ่งมีค่าไว้ใต้กระเป๋า พอหัวหน้าผู้คุมทราบก็เรียกฟู่อี้ไป พร้อมทั้งกล่าวคำชม และมอบนาฬิกาของฟู่อี้เก็บไว้เป็นที่ระลึก ทั้งที่ ฟู่อี้เอง ก็ต้องการมอบของมีค่าทั้งหมดให้กับรัฐบาล โดยผู้คุมกล่าวว่า รัฐบาล พร้อมที่จะอภัยให้กับทุกความผิดของอาชญากรทุกคนที่ได้ทำ เพียงขอแค่สำนึกและร่วมมือกันพัฒนาประเทศ
.
และเมื่อฟู่อี้ได้รับอิสรภาพออกมาอยู่ด้านนอก จึงได้ทราบความจริงจากหลานชายที่อยู่ในสถานคุมขังด้วยกันนั้น ว่าผู้คุมได้ทราบเรื่องนี้นานแล้วเพราะหลานเขาได้เขียนคำสารภาพให้ผู้คุมทราบ แต่ผู้คุมไม่ได้ว่าอะไรเพราะต้องการให้ฟู่อี้สำนึกและสารภาพเอง อืม…
.
หลังจากฟู่อี้มีอิสรภาพและได้อยู่ในบ้านด้านนอกแล้ว เขาพบว่าผู้คนที่อยู่ร่วมกันในซอยเดียวกับเขามีความรู้สึกว่านึ้คือชีวิตใหม่ ทุกคนจะช่วยกันกวาดถนนในซอย ดูแลความเรียบร้อย และบอกว่านี้คือสังคมที่น่าอยู่และเราจะช่วยเหลือกัน
.
ฟู่อี้ได้ทำงานอยู่ในสวนพฤกษศาสตร์และในชีวิตบันปลายอย่างสงบสุข
.
ขอบคุณที่ติดตามถึงตอนจบครับ
เฟิร์สเล่าเรื่อง
.
ขอบคุณ คุณหน่อง จากร้าน ซีเจ ดิจิตอล นครปฐม สาขาหลังเวล https://www.facebook.com/CJDigital2004/
ที่ให้ยืมหนังสือเล่มนี้มานะครับ ร้านนี้อัดรูป ทำกรอบรูปสวยมาก งานแต่งผมก็ใช้บริการร้านนี้ สามารถติดต่อสอบถามส่ง file และส่งงานให้ทางไปรษณีย์ได้ครับ

0 Comments