สรุป “หนังสือริเน็นสร้างธุรกิจ 100 ปี” และ “อิคิไก”
พอดีผมพึ่งฟัง live จากรายการ “แปดบรรทัดครึ่ง” ชื่อตอนว่า
“ไลฟ์สาระ #33 คุยกับอาจารย์เกตุ “ริเน็น ธุรกิจร้อยปี และ อิคิไก””
หลายคนคงเคยอ่านหนังสือ ริเน็น ธุรกิจร้อยปี กับหนังสือ อิคิไก มาแล้วนะครับพอดีวันนี้พึ่งฟังจบไปครับ รู้สึกว่าดีมากเลยจะขอนำมาเล่าให้อ่านกันนะครับ
.
โดยเนื้อหาของ live นี้จะแยกเป็น 2 ส่วนใหญ่ คือส่วนที่เป็น ริเน็น และอิคิไก
.
ผมขอเล่าส่วน ริเน็นก่อนนะครับ
ริเน็นคืออะไร ถ้าอยากอ่านอย่างละเอียด ผมแนะนำให้อ่านจากหนังสือ ริเน็น สร้างธุรกิจ 100 ปี ด้วยหลักคิดแบบญี่ปุ่น แต่งโดย ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ ซึ่งเป็นแขกรับเชิญวันนี้ครับ
.
หลักริเน็น เป็นหลักการของญี่ปุ่น ซึ่ง อ.เกตุ (ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ ) ได้สรุปสั้นๆว่า
“ริเน็น คือการทำธุรกิจให้ยั่งยืน การทำให้ลูกค้า ผู้ร่วมงานมีความสุข”
โดยผมขอสรุปจากที่ผมเคยอ่านในหนังสือนี้นะครับ
.
ในหนังสือจะแบ่งเป็นการทำธุรกิจเป็นสองประเภทคือ แบบต้นสน และแบบต้นไผ่
.
ธุรกิจแบบต้นสน จะเป็นธุรกิจที่ค่อยๆเติบโตแต่มั่นคงเน้นความผูกพันธ์กันทั้งทีมงาน หุ้นส่วน ลูกค้า คนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจทั้งหมด รวมทั้ง supplier ไม่ได้เน้นจะต้องได้ถูกสุด แต่จะเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ยาวนาน
.
ส่วนต้นไผ่จะเน้นการเติบโตเร็วกำไรดี แต่อาจไม่มั่นคง คือถ้าได้กำไรเยอะก็อาจจะแบ่งให้กับทีมงานเยอะ แต่ถ้ากำไรลดลงก็อาจจะปลดคนงานออกได้ ไม่ได้เน้นว่าจะต้องให้คนที่ทำงานอยู่ตลอดไปด้วยกัน
.
คุณต้อง แปดบรรทัดครึ่ง ได้ถามเพิ่มเติมว่า บริษัทไหนที่ อ.เกตุประทับใจ เกี่ยวกับริเน็น อ.เกตุ ได้เล่าถึง บริษัท TAXI แห่งหนึ่ง ซึ่งได้พยายามสร้างหลักการในการส่งความสุขให้กับลูกค้า บริการลูกค้าอย่างดี โดยตอนแรก บริษัทนี้ คนขับรถไม่มีความสุภาพ ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีกับบริษัท แต่เจ้าของก็ได้พยายามปรับปรุง คอยใส่ใจในรายละเอียด ทำให้พนักงานมีการบริการทีดีขึ้น อย่างไรก็ตามพนักงานที่ไม่ได้ปรับปรุงตัวเอง ก็ไม่ได้ทำการไล่ออกนะครับ แต่เนื่องจากพนักงานเหล่านั้น ไม่สามารถเข้ากับวัฒนธรรมใหม่ขององค์กรได้ จึงต้องลาออกไปเอง อ.เกตุ เล่าว่าเคยพาคนไปดูงานที่บริษัทนี้ และคนที่ไปดูงานก็ได้ถามว่า ใช้เวลาในการปรับเปลี่ยนนานไหน เจ้าของบริษัทบอกว่า 10 ปี อืม… นานเหมือนกัน แต่นั้นแหละครับคือคนญี่ปุ่น ค่อยๆ ปรับ ค่อยๆ ทำให้ดีขึ้น ไม่ฟู่ฟาหวือหว่า มาเร็วไปเร็ว เน้นความประทับใจบอกต่อ แบบปากต่อปาก
.
พอฟังถึงเรื่องนี้ ผมขอเพิ่มเติมในส่วนที่ผมเคยอ่านในเล่มนี้หน่อยนะครับ คือการให้บริษัทนี้นะบริการดีมากครับ ถ้ามีคนแก่ค่อยๆเดิน พนักงานก็จะไม่เร่งรีบเหมือนบริษัท TAXI บริษัทอื่น แถมบางทีอุ้มขึ้นรถให้เลย ลูกค้าประทับใจมากถึงขั้นโทรมาร้องไห้แสดงความดีใจที่ได้รับบริการแบบนั้น และมีอยู่ปีหนึ่งประเทศญี่ปุ่นได้จัดงานกีฬาระดับโลก ทางผู้จัดต้องการจ้างบริษัท TAXI เพื่อมาอำนวยความสะดวกกับผู้เข้าร่วมงาน ก็ได้สอบถามมายังหลายๆ บริษัท รวมทั้งบริษัทนี้ด้วยซึ่งถ้ารับงานนี้จะทำให้ปีนั้นได้กำไรมากขึ้น แต่เจ้าของรวมทั้งพนักงานขับรถได้ลงความเห็นกันว่า จะไม่ขอเข้าร่วมกับงานนี้ เพราะถ้าไปรับงานก็จะไม่ได้ไปบริการลูกค้าขาประจำ ซึ่งเกรงว่าลูกค้าจะเกิดความเดือดร้อนที่ไม่มีรถบริการ เพราะส่วนหนึ่งคือผู้สูงอายุที่ต้องไปรับส่งที่บ้านและโรงพยาบาล คือเขาให้ความสำคัญกับลูกค้ามากๆๆ ครับ ไม่สนใจกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและสุดท้ายก็เป็นสิ่งที่มัดใจลูกค้าให้อยากใช้บริการ นี้น่าจะช่วยให้เห็นความชัดเจนของบริษัทแบบ ริเน็นนะครับ
.
มาส่วนที่สองที่พูดถึง อิคิไก กันครับ อ.เกตุ ไม่ได้แต่งหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องนี้นะครับ แต่เนื่องจาก อ.เกตุไปเรียนตั้งแต่ ป.ตรีจนถึง ป.เอก ที่ญี่ปุ่น เลยมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งกับ อิคิไก อย่างไรก็ดีผมเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับอิคิไกและสรุปมาเล่าให้อ่านเหมือนกันครับ https://www.facebook.com/FIRSTTELLSTORY/photos/2501266290117002 เล่มนี้ อ.เกตุไม่ได้เขียนนะครับ แต่ทั้งนี้เมื่อผมฟังที่อ.เกตุเล่า ทำให้ผมรู้สึกเข้าใจเพิ่มขึ้น เลยขอสรุปที่ อ.เกตุเล่าให้ฟังในรายการนะครับ
.
อิคิไก คือ คุณค่าของการมีชีวิตอยู่ การมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน การพอใจในการมีชีวิตอยู่ การสัมผัสได้ว่ามีอะไรอยู่รอบตัวเราแค่นี้ก็มีความสุขแล้ว
.
อ.เกตุแยกอิคิไก เป็น 2 แบบครับ ฟังแล้วเข้าใจง่ายดีเหมือนกัน
.
อิคิไกใหญ่ คือ การมีเป้าหมายของชีวิต เราอยู่เพื่ออะไร WHY คืออะไร อันนี้ผมเชื่อว่าบางคนก็คงมีเป้าหมายชีวิตชัดเจนอยู่แล้ว แต่หลายคนคงจะบอกยากเหมือนกันเพราะแค่อยู่ให้รอดไปวันๆ ก็ยากแล้ว ยิ่งเจอ COVID เข้าไปอีก (ใช่ไหมครับพี่น้อง !!!)
.
อีกแบบคือ อิคิไกเล็ก คือการมีความสุขเล็กๆรอบๆ ตัวเรา การได้กินอิ่ม นอนหลับ มี wifiไว้เล่นมือถือ ได้เล่นกับลูก อันนี้ก็ถือว่าเป็นอิคิไก ไม่ต้องมองไปไกล แค่เพียงความสุขที่สัมผัสได้ ณ ขณะปัจจุบัน ผมว่าอันนี้เราทุกคนน่าจะเข้าถึงได้ง่ายนะครับ ลองคิดดูแค่มีเวลา slide เล่น Facebook หรือดู TIKTOK ก็มีความสุขแล้ว คิดถึงคนที่ไม่มีแม้แต่ smart phone สิครับ …
.
อ.เกตุ ได้ให้เพิ่มเติมเกี่ยวกับอิคิไกว่า “ คือการไม่คิดถึงจุดมุ่งหมาย แต่คิดถึงงานปัจจุบันและใส่พลังงานไปอย่างเต็มที่ อย่าไปคิดว่าจะต้องทำเพื่อผลประโยชน์ตนเอง แต่คิดถึงการทำให้คนอื่นมีความสุขมากที่สุด ถ้าคนอื่นมีความสุขเราก็จะมีความสุขเพิ่มขึ้น และเราจะค้นพบเองว่าสุดท้ายแล้ว จุดมุ่งหมายในชีวิตเราเป็นอย่างไร”
อืม… ทำให้รู้สึกว่ามีพลังขึ้นมาทันทีเลยครับ ไม่รู้ใครเหมือนกับผมบ้าง จริงๆ ตอนนั่งเฉยๆ งานไม่เยอะก็เฉยๆ นะครับ แต่ถ้าวันไหนได้ใส่พลังทำงานเยอะๆ กลับรู้สึกว่าวันนั้นเป็นวันทีมีคุณค่า และถ้าเป็นงานที่ทำให้คนอื่นมีความสุขแล้ว ยิ่งมีความสุขเพิ่มขึ้นไปอีก
.
ใครมีความคิดเห็นแนะนำอะไรเพิ่มเติม ได้ครับ ช่วยกด like กด แชร์ ให้ด้วยนะครับ จะขอบคุณมากๆๆเลยครับ
.
สำหรับเพื่อนๆที่อยากฟังเนื้อหาเต็มๆ ลองเข้าไปดูที่ https://www.facebook.com/eightandahalfsentences/videos/254931926222519
พอดีฟังแล้วชอบเลยขอนำมาแบ่งปันให้กับเพื่อนๆ
.
ขอบคุณครับที่ติดตาม
เฟิร์สเล่าเรื่อง

0 Comments