จากหนังภาพยนต์ สู่หนังสือ TWELVE PATIENTS

สนใจ คอร์สเรียน ประถม มัธยม ที่ Thegurufirst

ที่สะท้อนสังคมในอเมริกัน ทำให้ผมมองว่าอยู่ไทยก็ดีนะ!!❤️

จริงแล้วต้อง เป็นหนังสือ สู่หนังภาพยนต์ ครับ 😊 ที่ผมสนใจทั้งหนังภาพยนตร์ และหนังสือ เริ่มจากผมได้ดู หนัง เรื่อง New Amsterdam ใน Netflix ก่อนครับ ดูไปหลายๆ ตอนชักสนุก พอเห็นตอนเริ่มแต่ละตอนบอกว่า นำมาจากเค้าโครงมาจากหนังสือ Twelve Patients: Life and Death at Bellevue Hospital (The Inspiration for the NBC ) เขียนโดยคุณหมอ Eric Manheimer ผมเลยรีบ search ทันที ว่ามีแปลหรือไม่ ปรากฏว่าไม่มี แต่ด้วยความอยากอ่านเลย ซื้อผ่าน kindle มาอ่านพร้อมกับดูหนังควบคู่กันไป ถ้าถามว่ามีอะไรแตกต่างกันบ้าง บอกเลยว่าต่างกันครับระหว่างหนังกับหนังสือ แต่ที่เหมือนกันคือแก่นของเรื่อง มะเดี๋ยวผมจะเล่าหนังก่อนแล้วจะเล่าในหนังสือต่อ แต่ผมจะไม่สปอรย์หนังนะครับเพราะอยากให้ดูกัน หนุก!! ดี แค่จะพูดถึงสิ่งที่แตกต่างกัน

ขอกล่าวในหนังภาพยนตร์ก่อนนะครับ 📺

ในหนัง ดร.แม็กซ์ กูดวิน 👨‍⚕ ได้เข้ามารับเป็น ผอ. โรงพยาบาล New Amsterdam เป็นคุณหมอหนุ่ม ไฟแรง ในเรื่องอายุน่าจะประมาณ อายุ 40 ปีปลายๆ หรือ 50 ปีต้นๆ อย่างมาก ได้เข้ามาบริหารจัดการ ช่วยเหลือคนไข้ โดยมีทีมร่วมงานที่มุ่งมั่นในการทำงาน โดยจะต้องเจออุปสรรคหลายๆอย่าง คนไข้ที่บางคนที่ไม่สัญชาติ ลอบเข้าเมืองแบบผิดกฎหมาย คนไข้ที่อยู่ในเรือนจำโดยจะส่งมายังโรงพยาบาลนี้ โรงพยาบาลนี้เป็นโรงพยาบาลของรัฐนะครับ และมีเรื่องราว drama ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้ง หมอ แม็กซ์ ซึ่งเป็นตัวเองของเรื่อง ก็ต้องเป็นโรคร้ายมะเร็งที่คอ และต้องรักษาทั้งตนเองและคนไข้ พร้อมกับบริหารงานและพัฒนาระบบต่างๆของโรงพยาบาลให้ช่วยเหลือคนได้มากที่สุด ผมขอเล่าคราวๆ แค่นี้พอครับ เดี๋ยวจะดูหนังไม่สนุก เรื่องนี้มี 2 ซีซัน ผมดูซีซันแรกได้ 10 ตอนก็เรื่อยๆ ครับ สนุกแต่ไม่ถึงกับหยุดดูไม่ได้ แต่พอเลยมาหลังจากนั้น ผมดูยาวจนจบซีซัน 2 ภายใน 3-4 วัน (ซีซันหนึ่งมีประมาณ 20 ตอน) มีวันนึงดูตั้งแต่บ่าย 2 ถึง ตี 1 ติดหนึบจริงๆ

มากล่าวที่หนังสือบ้างครับ 📖

หนังสือเขียนโดย คุณหมอ Eric Manheimer ❤️👨‍⚕ ซึ่งเป็น ผอ. โรงพยาบาล Bellevue ประเทศอเมริกา เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลที่เก่าแก่ของประเทศ ซึ่งต้องคอยดูแลคนป่วยที่มีมากมายจนล้นโรงพยาบาล ในช่วงการเป็น ผู้อำนวยการกว่า 15 ปี โดยได้เล่าถึงคนไข้ทั้ง 12 คน ตอนอ่านผมก็แปลกใจเหมือนกันว่าทำไมได้กล่าวถึงชื่อคนไข้ที่ชัดเจน แต่ตอนท้ายเล่มคุณหมอได้กล่าวว่า ชื่อคนไข้บางคนในหนังสือเป็นชื่อที่เปลี่ยนใหม่ เพื่อความเป็นส่วนตัวของคนไข้ และบางคนได้เสียชีวิตไปแล้ว แต่ทั้งนี้ยังคงเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง

สิ่งที่เหมือนกันระหว่างหนังภาพยนต์กับหนังสือคือ หนึ่งในคนไข้ทั้ง 12 คนนั้น ก็คือ คุณหมอ Eric เอง ที่เป็นมะเร็งที่คอเหมือนกัน และทำการรักษาโดยการฉายแสง และการทำคีโม หลายคนบอกแล้วคุณหมอเป็นอย่างไรบ้าง ผมก็ search หาทันทีเลยครับ คุณหมอยังอยู่ครับหายเป็นปกติมา 10 กว่าปีแล้วครับ

คนไข้ ที่เล่าใน case อื่นๆ ส่วนใหญ่จะเป็นประเด็นปัญหาการ หนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย คนไข้ที่ติดอยู่ในคุกและถูกนำมารักษาที่โรงพยาบาล การรักษาคนไข้ที่อาการทางจิต ซึ่งหนังภาพยนตร์ได้ทำมาเค้าโครงเรื่องเล่านี้มาผูกเป็นเรื่องราวให้ชวนติดตาม

สิ่งที่น่าคิดจากการทั้งดูภาพยนตร์และหนังสือ

คุณหมอ Eric ได้กล่าวในตอนท้ายเล่มว่า คนไข้ที่นำมาเล่าทั้ง 12 คนนี้ เป็นส่วนหนึ่งจากหลายร้อย หลายพันเคส ที่เกิดขึ้น คุณหมออยากสะท้อนให้เห็นความเหลือมล้ำทางการรักษา ผมขอสรุปบางส่วนจากที่อ่านดังนี้นะครับ

  1. คุณหมอพบว่า คนไข้ที่หลบหนีเข้าเมืองอเมริกันจากทางตอนใต้ของประเทศ เพราะต้องการหนีการการอดอยาก การถูกทำร้าย บางคนถึงขั้นยอมให้ตัวเองเป็นสินค้าในขบวนการค้ามนุษย์ เพราะจะได้มีช่องทางหนีออกจากความลำบาก โดยที่บางคนเมื่อถึงอเมริกาแล้ว ก็สามารถหาเงินส่งให้กับทางบ้านได้ แต่เมื่อต้องเข้าการรักษาที่โรงพยาบาลก็ไม่สามารถใช้สิทธิเบิกได้ทั้งหมดเนื่องจากเป็นเรื่องของกฎหมาย
  2. คนไข้บางเคส คุณหมอไม่สามารถหาต้นกำเนิดของโรคได้ แต่คุณหมอก็ได้สันนิฐานว่า น่าจะเกิดจากที่ได้ถูกทำร้ายทางจิตใจแต่เด็ก และทำให้เกิดอาการเจ็บปวดเมื่อโดขึ้น
  3. บางคนต่อให้มีประกัน แต่ก็ไม่สามารถครอบคลุมได้ทั้งหมด หลายรายถึงกับล้มละลายเมื่อเจอค่ารักษาทั้งที่เป็นโรงพยาบาลของรัฐ สะท้อนปัญหาที่ชัดเจนของระบบสาธารณะสุขของอเมริกา บางคนไม่ยอมมารักษาต่อเนื่อง เนื่องจากไม่มีเงินมาจ่าย โดยในภาพยนตร์ก็ได้สะท้อนให้เห็นเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน เรื่องนี้คุณหมอ Eric อยากชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมอเมริกัน
  4. บางเคสเป็นนักโทษติดคุกและเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย ทั้งยังเป็นคนลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย คุณหมอ Eric ต้องหาวิธีจนให้คนไข้สามารถกลับไปที่บ้านเพื่อได้จากไปอย่างสงบ สิ่งนี้น่าจะเป็นตัวสะท้อนถึงปัญหาที่เกิดจากคนเข้าเมืองที่ผิดกฎหมายในอเมริกันได้ดีตอนนี้ บทนี้หนังภาพยนตร์ได้นำมาเป็นเค้าโครงด้วยตอนหนึ่งครับ
    จากการที่ทั้งอ่านหนังสือและดูภาพยนตร์ สรุปได้เลยครับ ถ้าพูดถึงคุณภาพชีวิตในการรักษา เมืองไทยดีกว่าครับ จริงๆ แล้วการแพทย์และสาธารณสุขเมืองไทย เก่งต้นๆ ของโลกเลย ทั้งเครื่องไม้เครื่องมือก็ถือว่าดีพอสมควร คนยากจนก็ยังพอเข้ารับการรักษา โรงพยาบาลรัฐ ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือจ่ายเพียง 30 บาท ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ได้รับการสะดวกสบายเท่ากับจ่ายเงินให้กับเอกชน แต่ก็ไม่เคยเจอเคสที่ล้มละลายจากการรักษาในโรงพยาบาลรัฐอย่างประเทศอเมริกา รวมทั้งเรายังมี อสม.อีกหลายท่าน ที่ดูแลให้กับพวกเราเป็นอย่างดี

ท้ายนี้คงต้องขอขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ที่ช่วยดูแลพวกเราอย่างดีมาโดยตลอด ยิ่งตอนนี้เผชิญ กับโควิด ทำให้มีอันตรายเพิ่มขึ้น แต่ก็ขอส่งกำลังใจให้นะครับ

ขอบคุณที่ติดตาม
เฟิร์สเล่าเรื่อง


0 Comments

ใส่ความเห็น

Avatar placeholder

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


The reCAPTCHA verification period has expired. Please reload the page.