พอดีผมได้อ่าน เรื่องที่ อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ เล่าถึงการเดินทางไปยังทิเบต แล้วได้พบกับ ลาเซ รินโปเซ ละมะอาวุโสระดับรินโปเช อายุแปดสิบสี่ปี ซึ่งเคยถูก จีน จับกุมตอนบุกยึด ประเทศทิเบต และได้คุมขังท่านไว้นานถึง ยี่สิบเอ็ดปี ถูกทรมาณเพื่อให้เปลี่ยนศาสนา จนกระทั่งช่วงล่างของท่านพิการ อาจารย์ประมวลได้มีโอกาสถาม ท่านลาเซ ว่าช่วงไหนที่ทรมาณที่สุด คำตอบของท่านลาเซ คือ “ช่วงที่ท่านเผลอโกรธคนที่มาประทุษร้ายท่าน” อาจารย์ประมวลได้ฟังดังนั้น ก็รีบก้มลงกราบท่านลาเซทันที…
ความรู้สึกของผมเมื่อได้อ่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมเชื่อสนิทใจทันทีว่าที่ท่านลาเซ พูดเป็นสิ่งที่ออกจากใจของท่านจริงๆ เพราะพระทิเบตมีความเชื่อและวัตรปฎิบัติทางศาสนาที่ฝั่งอยู่ในจิตวิญญาณมายาวนาน จนหลักธรรมคำสอนได้ฝั่งแน่นในมโนสำนึก
การที่โกรธใครสักคน ถ้าไม่ใช่พระอรหันต์ก็คงยังมีความรู้สึกแบบนี้อยู่ แต่การรู้เท่าทันความ “โกรธ” และยับยั้งมันไว้ก็เป็นสิ่งที่น้อยคนจะทำได้ และเมื่ออารมณ์โกรธเจือจางลง ก็มักจะเสียใจกับ คำพูด และการกระทำที่ตอบสนองกับความโกรธนั้นๆ เสมอ
ถ้าเราเห็นคลิป tiktok หรือใน facebook ก็มักจะปรากฏภาพความรุนแรงจากอารมณ์ “โกรธ” เป็นประจำ บางครั้งแค่ด่าทอใส่กัน แต่บางครั้งก็มีความรุนแรงทางร่างกายเกิดขึ้น
ถ้ามนุษย์เราเรียนรู้ เท่าทัน ความโกรธ แบบท่านลามะองค์นี้ บรรยากาศ ความรู้สึก รอบตัวเราน่าจะสงบสุขมากขึ้น
เราสามารถมีความสุข ระดับที่ 1 ที่เกิดจาก ฮอร์โมน เซโรโทนิน ซึ่งเป็นความสุขแบบยั่งยืน และไม่ต้องไปเสาะแสวงหาจากที่ไหน เพราะเป็นความสุขสงบที่เกิดขึ้นภายในเราเอง
จริงๆ แล้วเราอาจไม่ต้องแสวงหาความสุขจากที่ไหน เพราะก็เกิดขึ้นในตัวเราตลอดเวลา เพียงแต่รักษาระดับความนิ่ง ความใส ของจิตใจ เพื่อให้ไม่ถูกทำให้ขุ่นจากความโกรธ
ขอบคุณที่ติดตาม
เฟิร์สเล่าเรื่อง

0 Comments