เราหลาย ๆ คน คงได้อ่านเจอ หรือได้เห็น คนที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อยๆ ผ่านสื่อ Social กันเยอะนะครับ ทั้งที่มีเงินเป็นระดับสิบล้าน ร้อยล้าน และพันล้าน

ถามว่าที่ผ่านมา ผมก็เชื่อว่าหลายๆคน ก็ได้พยายามอย่างเต็มที่ที่จะไปให้ถึงจุดนั้น แต่ยังคงไม่ใช่วันของเรา
เคยมีคนกล่าวไว้ว่า ชีวิตก็เหมือนกับวิ่งมาราธอนที่ระยะ 42 กิโลเมตรกว่าๆ ถ้าเรายังไม่หยุดวิ่ง วันหนึ่งก็ต้องถึง ถ้าใครเคยวิ่งมาราธอนก็จะรู้ว่าคำกล่าวนี้ค่อนข้างจริง เราอาจเห็นหลายๆคนที่วิ่งออกตัวเร็วยิ่งกว่าเราวิ่งแข่งระยะ 10 กิโลเมตรและยังคงความเร็วแบบนั้น หรือยิ่งทียิ่งเร็วและเข้าเส้นชัยไปก่อนเราเป็นชั่วโมงๆ แต่ก็มีบางคนที่ตอนแรกออกตัวไปก่อนเรา แต่ขาพับนั่งอยู่ข้างทางรอเรี่ยวแรงกลับมาเพื่อพร้อมจะวิ่งต่อ บางคนก็ไปต่อไม่ไหว ให้รถมารับกลับไปอาบน้ำ กลับบ้าน เตรียมตัวฝึกซ้อมใหม่เพื่อมาประลองสนามถัดไป หรือบางคนอาจวิ่งแซงเราขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว และหายไปกับตา…
พอมาดูแล้ว จะเห็นว่าระยะทางเพียงแค่ 42.125 กม. มีเรื่องราวให้เห็นอย่างมากมาย แบบย่นย่อการดำเนินชีวิตให้เราได้เห็น
เปรียบได้อย่างกับการดำเนินชีวิต หลายคนอาจจะเป็นพุ่งแรงแซงโค้งและไปรอที่เส้นชัยเลย อาจเป็นคนที่วิ่งมาแล้วเหนื่อยเต็มที่ขอหยุดพักให้มีแรงเพื่อจะไปต่อ หรืออาจกำลังวิ่งไปเรื่อยๆ สมาธิอยู่กับตัว ไม่ให้สิ่งเร้าภายนอกมาทำให้เกิดความท้อถอย
แต่ถ้าเราไม่ถึงกับยอมแพ้หยุดนิ่งไปเลย เราคงถึงสักวัน เหมือนกับการวิ่งมาราธอน จริงๆ ก็ไม่ได้มีข้อห้ามว่า ถ้านักวิ่งคนไหนเหนื่อยจนต้องเปลี่ยนจากวิ่งมาเป็นเดินแล้วต้องออกจากการแข่งขัน กติกาง่ายๆคือ ขอให้ไปถึงเส้นชัยตามเวลาที่กำหนด โดยทั่วไปก็ประมาณ 7-8 ชั่วโมง ถ้าคูณสิบเข้าไป คงเปรียบได้กับ 70-80 ปี ตามอายุขัยเฉลี่ยมนุษย์ ณ ปัจจุบัน ดังนั้นตามข้อบังคับนี้ ถ้าเราไปถึงเส้นชัยตามเวลาที่กำหนด เราก็คือคนที่ถึง คนที่สำเร็จได้เหมือนกัน
ดังนั้น หากวันนี้เราวิ่งต่อไม่ไหว ก็เพียงแต่เปลี่ยนเกียร์ลดความเร็วลง เพียงพอให้มีพละกำลังกลับมา และเดินทางไปสู่จุดหมาย ถึงจุดฝันใฝ่ของเราต่อไป
สุดท้ายขอแสดงความยินดีสำหรับคนที่ถึงเส้นชัยไปแล้ว และขอร่วมเป็นเพื่อนวิ่งต่อไปสำหรับคนที่กำลังเดินทางไปยังความฝัน…. ถ้ายังไม่หยุดวิ่ง เดี๋ยวเราคงได้โอกาสกินข้าวต้ม น้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ ที่มีบริการหลังเส้นชัยร่วมกันครับ
ขอบคุณที่ติดตาม
เฟิร์สเล่าเรื่อง

0 Comments