บุคคลท่านเป็นผู้นำที่ปลดปล่อยชาวอินเดียออกจากการปกครองของอังกฤษ โดยวิธีอหิงสา ไม่ใช้ความรุนแรง และเป็นหนึ่งในบุคลสำคัญของโลก
ผมเคยอ่านประวัติของท่าน มหาตมะคานที ที่ท่านเขียนขึ้นเอง ผมขอเล่าสรุปคร่าว ๆ และเล่าถึงสิ่งที่เกริ่นไว้ในชื่อเรื่อง
ท่านเป็นทนายความชาวอินเดีย ที่เดินทางไปทำงานที่ประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษร่วมสมัยเดียวกับอินเดีย สิ่งที่ท่านต้องเจอตั้งแต่วันแรก ๆ ที่ไป คือการที่ท่านเป็นคนผิวดำไม่มีสิทธิที่จะนั่งภายในรถม้าร่วมกับคนผิวขาว ท่านจึงต้องนั้นตรงบริเวณบันไดทางขึ้นรถม้าเพื่อไปยังจุดหมาย และการที่ไม่มีสิทธินั่งรถไฟชั้น 1 ร่วมกับคนผิวขาว ต้องไปนั่งรถไฟชั้น 3 ทั้ง ๆ ที่ได้จองมาไว้ก่อนอยู่แล้ว ชีวิตในแอฟริกาใต้ที่ท่านพบเห็นคือการคนผิวดำถูกกีดกั้น กดขี่ จากคนผิวขาวที่เข้ามาปกครองประเทศ
เมื่อถึงวันที่ท่านหมดสัญญาทำงาน และกำลังจะเดินทางกลับอินเดีย ได้มีงานเลี้ยงส่งของเพื่อนฝูงร่วมงาน แต่งานนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตท่าน และประเทศอินเดียไปตลอดกาล
ในขณะที่กินเลี้ยงกันนั้น ได้มีการพูดคุยถึงการที่คนแอฟริกาใต้พื้นเมืองได้ถูกกดขี่ ข่มแหง ทำให้ทุกคนอยากจะช่วยคนผิวดำประเทศนี้ และทำให้ มหาตมะคานที ยกเลิกการเดินทางกลับอินเดียเพื่อมารณรงค์ช่วยเหลือคนผิวดำ ในแอฟริกาใต้ สุดท้ายท่านได้กลับประเทศอินเดีย เพื่อเป็นผู้นำต่อต้านประเทศอังกฤษและได้อิสรภาพต่อมา และเปรียบท่านเป็นมหาบุรุษของอินเดีย และของโลก
ดังจะเห็นว่าจริง ๆ แล้ว บางครั้งเราก็ไม่ได้ตั้งใจตั้งแต่ต้นว่าเราอยากจะเปลี่ยนโลก หรือทำอะไรบางอย่าง แต่บางครั้งโอกาสและโชคชะตาก็นำพาให้เราจำเป็นต้องรับผิดชอบงานที่ยิ่งใหญ่ โดยไม่รู้ตัว ดังเช่นที่มหาตมะคานทีที่การปลดปล่อยประเทศอินเดียก็มีจุดเริ่มจากงานเลี้ยงส่งธรรมดา
มีหลายครั้งที่เราเห็นว่าบางคนอาจต้องมารับผิดชอบครอบครัวกะทันหัน เพราะผู้ที่ดูแลคนเดิมได้จากไปอย่างเร่งด่วน อาจจะบอกว่าบางครั้งเราก็ไม่รู้หรอกว่าโชคชะตาเราจะเป็นอย่างไร จะต้องทำอะไร หรือบางทีอาจจะเรียบง่ายทั่ว ๆ ไปก็ได้ แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นสิ่งที่แน่นอนคือเราคงต้องก้าวต่อไป จนกว่าจะหมดเวลาของเรา ทิ้งไว้เพียงความทรงจำให้กับลูกหลาน และคนข้างหลังต่อไป
ขอบคุณที่ติดตาม
เฟิร์สเล่าเรื่อง

0 Comments