นั่งรถไฟไปเฟิ่งฮวง
พี่เจ้าหน้าที่โรงแรมที่เราพัก ได้ขับพาเรานั่งรถยนต์ไปสถานีรถไฟ ซึ่งไม่ไกลนัก น้องที่มาจากเมืองไทยทั้งสองคนก็นั่งมากับเราด้วย ทำให้การเดินทางตอนนี้รวมเป็น 6 ชีวิตจากเมืองไทย พวกเราได้คุยกับน้อง ๆ เล่าให้ฟังว่า ตอนมาจากเมืองไทย สายการบินเลื่อนเที่ยวบินไปช่วงค่ำทำให้น้องต้องมาถึงที่เมืองจีนตอนกลางคืน และต่อรถไฟสองคนเพื่อมาที่พักที่เมืองจางเจียเจี้ยงเอง โดยทั้งคู่พึ่งเคยมาเที่ยวต่างประเทศครั้งแรกด้วย และที่สำคัญไม่มีใครพูดภาษาจีนได้เลย เก่งมากน้อง!!!
หลังจากลยรถ เราก็พากันเข้าไปในสถานีรถไฟ ที่นี้ค่อนข้างใหญ่พอสมควรเลย และต้องมีการสแกนกระเป๋าตามระเบียบ ปรากฏว่าช่วงสแกนเข้าไป ขวดน้ำดื่มผมที่เสียบไว้ข้างๆ เป้หล่นออกมา เจ้าหน้าที่ก็คุยอะไรกับผมด้วยท่าทีที่ยิ้มแย้มแหละ ผมก็ไม่เข้าใจ ได้แต่งงๆ อาจารย์หน่องเลยต้องมาแปลให้ว่า เขาบอกให้ผมดื่มน้ำให้ดู ผมเลยอ๋อขึ้นมา เลยดื่มโชว์ไปอึกหนึ่ง เข้าใจว่าเขาต้องการรู้ว่าน้ำนี้มีสารพิษ หรือสารใช้ทำระเบิด แบบที่ไม่ให้เอาน้ำขึ้นเครื่องบิน และไปรอที่ชานชลาสักพักใหญ่ เขาก็จะเปิดประตูเพื่อให้เราเดินไปยัง gate ของขบวนที่เราจะไป feel เหมือนสนามบินดี คนค่อนข้างเยอะพอสมควร
ตู้โดยสารของเราเป็นห้องแอร์ครับ ไม่รู้ว่ามีตู้ธรรมดาด้วยปะ พอดีก็ลืมถามหมอตุ้ม ตู้โดยสารค่อนข้างกว้างครับ น่าจะเป็นเพราะรางรถไฟที่ของจีนกว้างกว่าเรา เมื่อเราไปไประจำที่นั่งซึ่งเป็นเก้าอี้แบบหันหน้าหากัน หลังจากนั่งไปสักพัก ก็มีพี่ผู้ชายคนหนึ่งขึ้นมา โฆษณาขายยานวด จริงๆ ผมฟังพี่แกไม่ออกหรอก แต่เห็นพี่เขาควักยาขึ้นมาบรรยายสรรพคุณอยู่สักพักใหญ่ๆ สักพักก็ไปนวดคอให้กับคนที่โดยสารบนรถไฟ ถึงผมจะฟังไม่ออก แต่ดูแล้วพี่เขาพูดมันส์มาก น่าจะพูดไม่ต่ำกว่า ชั่วโมง คนฟังก็ฟังจริงๆ จัง ๆ ดูแล้วสนุกดี ยังกระซิบกับเพื่อนๆว่า อยากลองให้พี่เขานวดให้มั่ง แต่ได้แต่คิด เกิดพี่เขามานวดให้จริงคงต้องเสียตังค์ซื้อแน่ๆ เกิดติดใจเคลิบเคลิ้ม ขึ้นมาพาลจะไม่ยอมลงรถอีก : )
นั่งสักพักผมก็เริ่มปวดฉี่ไปเข้าห้องน้ำ อืม… ดีนะแค่ฉี่ เพราะห้องน้ำบนรถไฟสาธารณะที่นี้ ไม่ค่อยน่าเข้าเท่าไร ผมคุยกับน้องประเทศเดียวกัน ก็บอกผมว่าตอนที่นั่งรถไฟจากสนามบินมา 5 ชั่วโมง ก็นั่งกันเงียบไม่ได้เข้าห้องน้ำเลยเหมือนกัน แนะนำว่าควรฉี่ให้เรียบร้อยก่อนขึ้นยิ่งเฉพาะสาวๆ แต่อย่างไรก็ไม่ได้เป็นอย่างนี้ทุกขบวนครับ เดียวผมจะเล่ารถไฟหรูๆที่นี้ให้ฟังในตอนต่อไปนะ
รถไฟวิ่งผ่านทะลุอุโมงค์ตลอดเพื่อย่นย่อการเดินทาง จีนนี้เก่งจริงๆ ทางด้านวิศวกรรมในจีนนี้ อยากรู้ว่านั่งถึงที่ไหน ก็ใช้ อากู๋ google map ก็ดูตำแหน่งเราเป็นระยะๆ เมื่อเราลงรถไฟหลังจากถึงที่หมาย ก็ได้บรรยากาศจากที่คนมาเมืองจีนก่อนๆ เล่าให้ฟัง
สถานี Jishou เป็นสถานีปลายทางที่เราลง เมื่อเดินผ่านทางออก เราก็เดินไปขึ้นรถบัสที่จะเดินทางไปเมืองเฟิ่งฮวง โดยแวะเข้าห้องน้ำก่อนขึ้น ห้องน้ำจะค่อนข้างสกปรก และชำรุดพอสมควร แต่ผมไม่ได้เดินไปสำรวจทุกห้อง พอขึ้นรถมา ก็พูดเหมือนกัน ห้องน้ำที่สะอาดหน่อย ประตูก็จะหลุดๆ เวลาเข้าก็ต้องระแวงว่าจะมีใครเดินผ่านมา จริงๆ ตั้งแต่ที่ผมเดินทางมาเที่ยวครั้งนี้ เมืองที่เราไปเที่ยวความสะอาดค่อนข้างดีทีเดียว แต่เนื่องจากเราหลุดแผนการเดินทาง เลยต้องแวะมาเมืองที่เขาคงไม่ได้เตรียมรับนักท่องเที่ยวไว้ เลยไม่ได้ดูแลอะไรมาก แต่ถ้าถามผม ผมได้หมดอยู่แล้วเพราะอยากได้เจอความ real ในแต่ละพื้นที่จริงๆ เมื่อเราขึ้นรถไปสักพัก รถก็หมุน แต่เนื่องจากเป็นช่วงเย็นใกล้ค่ำเลยมองไม่ค่อยเห็นวิวด้านนอก เมื่อใกล้ที่จุดหมาย หน่องมากระซิบว่าเวลาลุกจากเก้าอี้เพื่อลงจากรถให้ระวังด้วย ผมก็ถามว่าทำไม หน่องหันไปมองลุงคนหนึ่ง ผมเลยเห็นแก นั่งถุยน้ำลายไปบนพื้นรถตลอด อืม… ได้อีกบรรยากาศอีกแล้ว
เมืองจีนนี้ ถ้าเปลี่ยนเมืองจากเมืองท่องเที่ยว ไปเมืองอื่นๆ ทั่วๆไปนี้ แตกต่างกันจริง ๆ แต่ไม่ต้องกังวลนะครับ ถ้าใครคิดจะมาเที่ยวตามเมืองที่เตรียมรองรับนักท่องเที่ยว เรื่องความสะอาดและสะดวกค่อนข้างดีทีเดียว บางทีผมเดินผมนึกว่าเดินในสิงค์โปร์เลย เพียงแต่เมืองที่อยู่นอกเหนือตารางท่องเที่ยวอาจมีความไม่สะดวกบ้างเท่านั้น
หลังจากเราลงจากรถ ก็แยกกับน้องๆคนไทยทั้งสองคน เพราะพักคนละที่ หน่องก็ ใช้ whatsapp chat เจ้าหน้าที่โรงแรมที่เราจะพัก ช่วงที่เราไปเป็น low-season ทำให้นักท่องเที่ยวไม่เยอะมาก แต่ละโรงแรมร่วมมือกันแชร์ลูกค้า โดยให้แขกที่จองไว้ไปพักโรงแรมที่ตกลงกันไว้ เพื่อลดค่าใช้จ่ายและคงแบ่งกำไรกัน เราเลยโชคดีได้ไปพักในเขตเมืองโบราณเลย แต่บรรยากาศกลางคืนที่นี้คึกคักมาก เดี๋ยวผมมาเล่าให้ฟังต่อในตอนหน้านะครับ
ขอบคุณที่ติดตาม
เฟิร์สเล่าเรื่อง

0 Comments