เขาเทียนเหมินซาน ประตูสวรรค์แห่งจางเจียเจี้ย

สนใจ คอร์สเรียน ประถม มัธยม ที่ Thegurufirst

รถเราวิ่งผ่านอุโมงค์ ทะลุภูเขาหลายลูก ผมสังเกตว่าที่เมืองจีนนี้มีการเจาะอุโมงค์มาก ยอมรับว่าในเชิงวิศวกรรมของจีนเจริญมาก เมื่อมาถึง โรงแรมที่พักเรา เราก็พบว่ากระเป๋าของเราได้ถูกส่งมาล่วงหน้าที่นี้แล้ว ทำให้สะดวกต่อการท่องเที่ยวมาก หลังจากเก็บของ เรา ก็เดินหาร้านอาหารกินกันใกล้ๆ ที่พัก สั่งมาหลายอย่างที่จำได้คือตีนไก่ตุ่น อร่อยดี ที่นี้เขาจะแจกถุงมือพลาสติกให้ใส่เลยจะได้แทะกินง่ายๆ แต่ก่อนกินผมก็งงว่าพอมีจาน ช้อนมาวาง ก็จะมีน้ำชามาให้ด้วย ตอนแรกผมเข้าใจว่าเขาเอามาให้เราดื่ม แต่เพื่อนหน่องบอกว่า ร้านให้มาเพื่อล้าง จาน ชามของเรา ทำให้ได้ความรู้ใหม่เลย คราวหน้าถ้ามาเมืองจีนอีกจะได้ไม่เอาน้ำชามายกซดก่อน

หลังจากทานเสร็จก็เข้าที่พักกัน และเราก็ได้เจอน้องผู้หญิงสองคนที่พูดภาษาไทย จริงๆ น้องเขาก็เป็นคนไทยละ แต่ก็ยังไม่ได้คุยอะไรกัน มีแต่ หน่อง และดุ้ง หันหน้ามายิ้มๆกัน อืม.. จริงๆ ก็รวมผมด้วยละ แฮะๆๆๆ และพวกเราก็เขาห้องพักผ่อน เพื่อรอเที่ยวในเช้าวันต่อไป

ช่วงเช้า พี่ชาวจีนที่เป็นเจ้าหน้าที่ที่พักของเรา ก็พาเราทั้งสี่คน รวมทั้งน้องคนไทยอีก 2 คนเดินทางขึ้นรถบัสเพื่อไปยัง เขาเทียนเหมินซาน เราได้ทำความรู้จักกันเพราะคนไทยด้วยกันมาเจอกัน ณ ต่างแดน มีการตั้งกลุ่ม line เพื่อไว้คุยกันตอนจะกลับเพราะต้องเดินทางไปอีกทีหนึ่งเหมือนกัน ช่วงแนะนำตัว ก็แนะนำตัวปกติ พี่เฟิร์ส พี่หน่อง พี่ตุ้ม พี่ด… ยังไม่ทันจะหลุดคำว่าพี่ดุ้ง ปรากฏว่า พี่ดุ้งรีบ แทนชื่อเล่นว่า พี่เอ้ (ดุ้งนะฉายา สมัยมัธยม) ทำให้เพื่อนๆอีกสามคน ต้องคอยระมัดระวังมิให้หลุดปากว่า ดุ้ง

เขาเทียนเหมินซาน อยู่ไม่ไกลจากที่พักเรามากนัก เพราะช่วงกลางคืนที่ไปกินข้าวร้านอาหาร ก็เห็นแสงไฟบริเวณเขา แต่เนื่องจากมืดมองไม่เห็น เห็นแค่เป็นดวงไฟธรรมดา ตอนขาขึ้นเขา หมอตุ้มวางแผนให้เราขึ้นกระเช้าเคเบิ้ล ซึ่งก็สะดวกดี ถ้าไม่อย่างนั้นต้องนั่งรถบัสขึ้นไป ตอนที่ขึ้นไปบนยอดแล้วมองลงมา เห็นถนนทางขึ้นมีหลายโค้งก่อนจะถึง

พอถึงบริเวณประตูสวรรค์ ถือว่าเป็นงานอลังการ ของธรรมชาติจริงๆ ครับ เป็นช่องเขาทะลุ สูง 131.5 เมตร กว้าง 57 เมตร สูงขนาดตึก 40 กว่าชั้นเลย ทางขึ้นเป็นบันไดสูงเลย ถ้าเดินขึ้นคงเหนื่อยก่อนถึงแน่ๆ เราเลยตัดสินใจขึ้นบันไดเลื่อนขึ้นไปแทน แต่ก่อนขึ้น เพื่อนดุ้ง ก็ดึงเอาดาบของเล่นขึ้นมา ถ่ายรูป แอ็คท่าถ่ายคู่กับผมหน่อยอุตสาห์มาถึงเมืองจีน

หลังจากขึ้นถึงบนยอด เราก็เดินตามทางกระจกที่เกาะตามหน้าผาไปเรื่อยๆ สูงมากเมื่อมองลงมา ขาผมสั่นเป็นระยะๆ แต่ก็สนุกมาก เราเดินจนไปถึงวัดจีนบนยอดเขา ทำให้นึกถึงหนังจีนที่จะต้องขึ้นไปหา อาจารย์บนเขาเพื่อฝึกวิชา เอาจริงๆนะ แค่เดินขึ้นไปได้ก็เก่งแล้ว นึกถึงว่าเมื่อก่อนไม่มีทางขึ้น ต้องเดินขึ้นอย่างเดียว ผมยังสงสัยเลยว่าพระจะฉันอะไร ถ้าจะให้ลงมาบิณฑบาต ก็คงไม่ไหว น่าจะต้องปลูกผักทำอาหารทานเองอย่างเดียว

หลังจากเราได้ไหว้พระและเทพต่างๆ แล้วก็ขึ้นกระเช้า ข้ามหุบเขาเพื่อกลับไปลงตรงทางที่เรามา ที่นั่งไม่มีที่กั้นไรเลย เป็นกระเช้าลอยๆ ธรรมดา มีแค่เหล็กกั้นไว้ที่เอว ตอนข้ามช่องว่างระหว่างเขา นี้เสียวอีกแล้ว ขาสั่นตลอด แต่ก็ไม่หยุดถ่ายรูป ถ่ายวีดีโอ มาจีนเที่ยวนี้ สั่นสู้ตลอดเลย

พอกลับมาถึงช่องเขาที่เราผ่านเข้ามา เราก็ใช้วิธีเดินลงเอา เพื่อให้ได้บรรยากาศหน่อย ทางเดินชันมาก แต่ก็มีจุดพักเป็นระยะๆ แถมมีน้ำตกบริเวณข้างๆ ทางเดินด้วย งดงามมากเลยครับ หลังจากเราพักสักครู่ เพื่อรอน้องๆ อีก 2 คน ที่เจอเมื่อเช้านี้ แล้วพากันขึ้นรถบัส เพื่อไปหาเจ้าหน้าที่โรงแรมที่พาเรามาส่งเมื่อเช้า เพื่อพาเราไปขึ้นรถบัสไปอีกเมืองหนึ่ง ปรากฏว่าพวกเรามาช้าไป ไม่ทันเที่ยวรถ ทำให้เราต้องนั่งรถไฟไปแทน แต่บนรถไฟเอง ก็มีเรื่องเล่า ที่ได้บรรยากาศแบบเมืองจีน เดี๋ยวผมจะมาเล่าต่อในครั้งต่อไปนะครับ

ขอบคุณที่ติดตาม
เฟิร์สเล่าเรื่อง


0 Comments

ใส่ความเห็น

Avatar placeholder

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


The reCAPTCHA verification period has expired. Please reload the page.