โทรศัพท์พ่ออยู่ไหน…..
องค์ที่ 1
ผมสัญชาติเกาหลี ต้องคอยรับและส่งข้อความตอบโต้เพื่อนชาวอเมริกัน เจ้านายมันมักจะบ่นผ่านมันกระทบเจ้านายผมเสมอ ข้อความก็จะมาทำนองว่า “กินข้าวยัง” สักพักมาส่งมาว่า “มือถือพ่ออยู่ไหน” เจ้านายผมก็ส่งข้อความตอบกลับว่า “กินข้าวแล้วตอนนี้จะบ่ายโมงแล้ว กินตั้งนานแล้ว มือถือพ่อก็อยู่ที่หัวเตียงไง วางไว้ให้ก่อนออกไง เห็นยัง” สักพักตัวผมก็สั่น พร้อมกับเสียงเตือนข้อความดัง “เห็นแล้ว”
แต่อีกไม่นานสักพักใหญ่ๆ เจ้านายเพื่อนผมก็ส่งซ้ำเหมือนเดิมอีกครั้งว่า “กินข้าวยัง พ่อหามือถือไม่เจอ พ่อเอามือถือไว้ไหนนะ” เจ้านายผมพิมพ์ตอบอีกครั้งว่า “กินแล้วพ่อ มือถือพ่ออยู่ตรงหัวเตียงไง วางให้ตั้งแต่เช้าแล้วนิ” แต่คราวนี้ส่งสติกเกอร์รูปหัวใจตามไปให้ด้วย แต่ผมไม่เคยเห็นเจ้านายผมโกรธเลย อารมณ์ดีทั้งวัน ไม่รู้กำลังมีความรักปะ ผมชักสงสัยแล้ว
นาฬิกาบอกเวลาบ่ายสองโมง เจ้านายผมกำลังประชุมด่วนต้องปิดเสียงผมไว้ ไม่ให้ดังเตือนเวลาสายเข้าเพราะมีประชุมกับผู้บริหาร ท่าทางเจ้านายผมกำลังเครียด
ตัวผมสั่นเป็นระยะๆ แต่ดีที่พูดไม่ได้
ตอนแรกตัวผมสั่นแบบตื๊ดเดียว สักพักก็เปลี่ยนเป็น ตื๊ดๆ แรกๆ ก็ตื๊ดๆๆ
หลังๆ ก็ ตื๊ดๆๆๆๆ ต่อมาก็ ตื๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ผมเดาว่าหน้าตาเจ้านายผมยิ่งเคร่งเครียดไปใหญ่ โดนโทรศัพท์รบกวนเวลาประชุมสำคัญ
“วินัย คุณฟังผมไหม เหมือนกับไม่ได้สนใจเรื่องที่ผมคุยอยู่เลย เป็นอะไร”
เสียงผู้จัดการตวาดเสียงดัง
“วินัยเป้าที่คุณวางไว้ไม่เห็นเป็นไปตามที่คุยกันไว้”
ผมคาดว่าเจ้านายผมคงหน้าซีดเป็นไก่ต้ม ถึงผมจะไม่เห็นเพราะซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกงแต่พอเดาได้
จริงๆงานที่เจ้านายผมรับปากไว้กับผู้จัดการ ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร
แต่เมื่อสองสามวัน เจ้านายรับสายเรียกเข้าจากลูกค้ารายใหญ่ ปรากฏว่าต้องลูกค้าขอยกเลิกแผนที่วางไว้ เพราะช่วงนี้มีโรคระบาด ทำให้ไม่สามารถผลิตสินค้าได้
พอนำมาแจ้งที่ประชุมทราบ ผู้จัดการโกรธใหญ่ ผู้จัดการผู้ไม่ได้ฟังเหตุผลเลย จะเอาแต่ยอดขายอย่างเดียว หน้าเลือดคิดจะเอาแต่ผลประโยชน์ ไม่สนใจลูกน้องเลย เจ้านายผมทนได้อย่างไร (วะ)
ตื๊ดๆ ตื๊ดๆๆๆๆ ตัวผมสั่นอีกครั้ง คราวนี้เจ้านายผมสีหน้าเคร่งเครียด มากกว่าโดนผู้จัดการด่าเสียอีก หน้าซีดเหงื่อไหล ที่รู้เพราะตอนนี้เจ้านายผมถือผมไว้ในมือแล้ว ค่อยเห็นหน้าตาถนัดหน่อย
แต่เหมือนผู้จัดการคิดได้ว่าคงด่าแรงเกินไป เพราะจริงๆ วินัยเจ้านายผมเป็นยอดนักขายตัว TOP ของบริษัท แต่ด้วยหวังยอดขายจากลูกค้ารายนี้มาก เพราะเป็นรายใหญ่ เลยทำให้ฉุนเฉียวเกินกว่าเหตุ
พอนึกขึ้นได้ จึงผ่อนคลายสีหน้าลง และบอกให้เจ้านายผมออกไปได้ พร้อมกับกำชับให้หาวิธีแก้ไข
เจ้านายผมเดินออกนอกห้องหน้าซีดเหมือนโดนสูบเลือดออกทั้งตัว
พอเลยหน้าประตูออกไป เจ้านายยกตัวผมขึ้นดู
“พ่อ…15 สาย”
เอ๊ะ ทำไมพ่อเจ้านายผมถึงโทรมาตั้ง 15 สาย
เจ้านายผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไม่รู้ว่าเพราะรอดจากการถูกด่า หรือหงุดหงิดจากที่พ่อโทรมา 15 สาย
เจ้านายผมโทรกลับ
ตู๊ด ตู๊ด… ประมาณ 10 ครั้ง ยังไม่มีใครรับจนตัดเป็นเสียงรอสาย
หน้าตาเจ้านายผมหงุดหงิดเพิ่มขึ้น ก่อนจะโทรอีกรอบ ตู๊ด ตู๊ด… อีก 5 ครั้ง
ก่อนจะปลายทางจะรับ พร้อมด้วยเสียงตะคอกกลับ
“ทั้งส่งข้อความ ทั้งโทรทำไมไม่รับ”
“พึ่งประชุมเสร็จครับพ่อ มีอะไรครับ”
ใจเย็นจริงเจ้านายผมช่างตอบด้วยเสียงเรียบเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ตกลงแกเอาโทรศัพท์พ่อไปไว้ไหน”
เอ๊ะ โทรศัพท์อีกละ นี้ถามเจ้านายผมตั้งเกือบสิบรอบแล้วยังหาไม่เจออีก
“อยู่ตรงหัวเตียงไงครับ”
“เออๆ เดี๋ยวไปหาอีกที แล้วกินข้าวยัง”
“ยังครับ เดี๋ยวกำลังจะกลับบ้านแล้วครับ”
องค์ที่ 2
ณ ที่บ้านหลังขนาดย่อม ทาสีเขียวทั้งหลัง
“พ่อผมกลับมาแล้ว เดี๋ยวเราออกไปกินข้าวกันนะครับ”
“จะไปกินที่ไหนเปลืองเงิน กินที่บ้านก็ได้”
พ่อตอบด้วยอารมณ์ไม่ดี แต่ในที่สุดก็ทนการคะยั้นคะยอจากเจ้าลูกชายไม่ไหว
เลยนั่งรถเก๋งคันดำออกไปกับลูกชาย
“คุณลุง น้ำคะ” สาวสวยยิ้ม นำน้ำมาให้คนเป็นพ่อดื่ม แต่ตัวพ่อดูเหมือนไม่สบอารมณ์ พร้อมกับคอยบนตลอดว่าไอ้เจ้าลูกชายตัวแสบหายไปไหน บอกจะพามากินข้าวแล้วนี้หายหัวไปไหน
“พ่อ..”
“วินัย แกหายหัวไปไหน บอกว่าจะพาไปกินข้าว แล้วนี้ก็ให้นังหนูคนนี้คอยมานั่งคุย นั่งมองพ่ออยู่ได้”
“ขอบคุณมากครับ” วินัยหันไปทางสาวสวยชุดขาว แล้วส่งยิ้มให้
“ยินดีคะ” นางฟ้าชุดขาวส่งยิ้มให้ ก่อนเดินจากไป
“ปะพ่อ ไปกินข้าวกัน ร้านอยู่ข้างๆ นี้เอง”
“ไปสิ หิวจะแย่อยู่แล้ว แต่ เอ… โทรศัพท์พ่ออยู่ที่ไหนนะ”
“เดี๋ยวผมกลับไปช่วยหา ไปกินข้าวก่อนพ่อ”
“เออ ก็ได้ แต่ทำไมเดี๋ยวนี้ชอบลืมบ่อยนะว่าโทรศัพท์หายไปไหน นี้ต้องคอยโทรถามแกตลอดเลย”
วินัยอมยิ้ม และโอบกอดพ่อของเขา
“แกนี้ขี้อ้อนแต่เด็ก ชอบกอดพ่อตั้งแต่เล็กยันโต ทำตัวเป็นเด็กไม่เลิก”
“เอาน่าพ่อ ขอกอดหน่อย” วินัยยิ้มแล้วกุมมือพ่อ
พากันไปกินข้าวต้มหน้าตึก เหมือนทุกเดือนที่เขาเคยพาพ่อมา
เขาหวังเสมอว่าอย่างน้อยขอให้พ่อออกมากินข้าวกับเขาให้นานที่สุด นานเท่าที่……….
เหตุการณ์ก่อนหน้านั้น 1 ชั่วโมง
ในห้องสีขาว ไม่มีหน้าต่าง ชายสูงวัยใส่แว่น นั่งอยู่ตรงข้ามวินัย
“ผลตรวจออกมาแล้วนะครับ ผมขอแจ้งให้ทราบว่าอาการของคุณพ่อค่อนข้างไม่ดีนะครับ
ตอนนี้ถามซ้ำๆ บ่อยขึ้นไหมครับ”
“วันนึง จะโทรหาผมไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง ครับ แต่ผมดีใจนะที่พ่อโทรหา” ตั้งแต่แม่จากวินัยไปเมื่อ 30 ปีก่อน ตอนวัยอนุบาล มีแต่พ่อเท่านั้นที่เลี้ยงดูเขา เลี้ยงดูอย่างดี ดีจนไม่รู้ว่าชาตินี้จะตอบแทนอย่างไร
“ต่อไป คุณพ่ออาจจะโทรหาน้อยลงนะครับ อาจจะลืมชื่อคุณ สุดท้ายอาจจะมีอาการนอนติดเตียง”
“ลืมชื่อผมหรือครับ!!! ตอนนี้ผมมีแต่พ่อคนเดียวนะครับ ไม่มีวิธีอื่นที่จะดีทำให้ดีขึ้นหรือครับ”
“ตอนนี้ยังไม่มีวิธีการรักษา มีแต่การพยุงให้อาการคงที่นานที่สุดครับ หมอคงต้องขอพูดตามความจริง”
“ครับหมอ ผมเข้าใจ…”
ขอบคุณที่ติดตามจนถึงตอนจบครับ ถ้ามีข้อเสนอแนะอย่างไร comment ได้เลยนะครับ
เฟิร์สเล่าเรื่อง

0 Comments