หุบเขาจางเจียเจี้ย 2
ขึ้นกระเช้าเที่ยวภูเขาเมืองเก่าเมืองมังกร EP7
คณะเราได้ย้อนกลับไปทางเดิมเพื่อขึ้นรถบัสไปที่ท่องเที่ยวหลักของเรา เมื่อไปถึงจุดสำคัญของการท่องเที่ยว เราก็แวะเข้าไปกิน KFC ในตึกบริการนักท่องเที่ยวที่เราเข้าไปด้านบนที่มีพระเอกในเรื่องอวตารเกาะอยู่บนยอดตึก ร้าน KFC ตรงนี้น่าจะเป็นวิวดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เพราะวิวที่มองออกไปก็คือภูเขาที่เราพึ่งผ่านเข้าไปนั้นเอง
.
เมื่อทานเสร็จแล้ว ก็เดินไปบริเวณทางเข้าหุบเขา ก่อนเข้าต้องแวะเข้าห้องน้ำก่อนหนึ่งรอบ ยอมรับเลยครับอากาศที่หนาวเย็นนี้ผมฉี่บ่อยมากๆๆๆ แล้วก็เป็นหนึ่งสิ่งที่ทำให้เกิดเรื่องขึ้นราวต่อมา
.
เมื่อเราเข้าไปก็ใกล้ชิดกับหุบเขามากขึ้น ที่นี้มีนักท่องเที่ยวมากจริงๆ ส่วนใหญ่จะเป็นคนจีน แค่คนจีนเที่ยวกันในประเทศผมว่าเศรษฐกิจก็ดีแล้ว เงินหมุนสร้างมูลค่ากันเองภายใน เมื่อเราเดินผ่านเข้าไปในหุบเขาที่แสดงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ทำให้เรากลายเป็นมนุษย์ตัวจ้อยทันที ธรรมชาติที่เกิดมานานนับล้านปี เมื่อเทียบกับกำเนิดของของมนุษยที่มีอารยธรรมแค่ไม่กี่หมื่นปี นับว่าพวกเราเทียบไม่ติดฝุ่นเลย
.
ยอดเขาที่แทงขึ้นมาจากพื้นดิน ผมมองไม่เห็นเลยว่าคนธรรมดาจะขึ้นไปบนยอดได้อย่างไร เพราะมีความชันทุกด้านเกือบเป็นมุมฉาก ต้องไต่สี่ตีนเกาะเชือกขึ้นไปอย่างเดียว ทำให้นึกถึงหนังจีนที่ชอบดูตอนเด็ก เวลาท่านอาจารย์จะขึ้นไปบนยอดเขา สามารถใช้วิชาตัวเบา วิ่งสองเท้าตั้งฉากหน้าผาชันเพื่อไปปลีกวิเวกฝึกวิชาบนยอดเขา ใครจะขอไปเป็นศิษย์ต้องปีนขึ้นไปให้ถึงยอดเขา ถ้าไม่พลัดตกลงมาเสียก่อน และขึ้นไปถึงได้ก็น่าจะแกร่งพอจะฝึกวิทยายุทธได้ อีกอย่างคงไม่สามารถโดดเรียนไปเที่ยวได้ เพราะไม่ว่าขึ้นหรือลงก็ลำบากพอๆกัน ถ้าไปถึงยอดแล้วคงต้องฝึกให้สำเร็จสถานเดียว
.
เราได้ข้ามสะพานที่ชื่อว่า เทียนเสี้ยอี้เฉีย แปลว่า สะพานหนึ่งในใต้หล้า ตามราวทางเดินก็จะมีคนนำผ้าแดงผูกตามสะพานเพื่อความเป็นสิริมงคล จะมีสีแดงผูกยาวเต็มไปหมด มองไปเห็นวิวที่สวยงามมาก แต่บางครั้งเวลาเที่ยวจะมีหมอกลงหนา ทำให้มองไม่เห็นหุบเขา รอบๆ แต่ก็จะได้บรรยากาศแบบอยู่ในสายหมอกได้บรรยากาศไปอีกแบบ หลังจากเดินเที่ยวบริเวณศาลเจ้าและรอบเข้าๆ จนทั่วแล้ว เราก็เดินย้อนกลับมาสะพานทางเชื่อมระหว่างสองภูเขาที่โผล่ยอดจากพื้นดิน เพื่อเดินไปเที่ยวตามทางเดินที่มนุษย์ได้สร้างไว้ ระหว่างนั้นก็มีการโชว์นักแสดงกายกรรมโดยชาวจีน ใช้มือหนึ่งยึดเชือกไว้ และไต่ไปยังหน้าผาที่สูงเป็นร้อยๆเมตร พร้อมทั้งแสดงวิชายุทธ ดูแล้วผมยังเสียวเลยถ้าพลาดนะ พี่เขาคงไม่เหลือแน่
.
ในขณะที่เราเดินตามทางต่อไปเพื่อชมวิวรอบๆ ตอนนี้ผมเริ่มปวดฉี่อีกรอบ แต่ก็มองหาห้องน้ำไม่เจอ พอให้หน่องถาม เจ้าหน้าที่ ก็แค่ชี้ให้ไปตามทางเรื่อยๆ แต่ก็หาไม่เจอว่าอยู่ตรงไหน ผมก็เลยต้องอดทนไว้ก่อน
.
เมื่อเราเดินตามทางมาด้านโค้งอีกโค้งหนึ่ง เพื่อถ่ายรูปความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ เมื่อย้อนกลับไปดูสะพานผูกโบว์สีแดงตามราวทางเดินที่ผ่านมา พึ่งรู้ว่า เป็นลักษณะหินระหว่างภูเขาที่ชนเชื่อมติดกัน โดยทางเดินสูงจากพื้นราบนับร้อยๆ เมตร ดูย้อนกลับไปยังนึกกลัวเลยว่าเดินๆ ถ้าหินที่เชื่อมกันเกิดหลุดขึ้นมา คงได้สภาพที่ไม่สวยแน่ ตอนแรกเดินข้ามทีแรกผมเข้าใจว่าเป็นแบบภูเขาสองลูกชนติดกันธรรมดา และมีราวกั้นเป็นสะพานเฉยๆ ไม่นึกว่าเป็นสะพานหินที่ถูกสร้างขึ้นมาจากธรรมชาติ
.
และตอนที่เดินไปเรื่อยๆนี้เอง การปวดฉี่ผมเริ่มจะไม่ไหว กระสับกระส่าย บอกหน่องให้ถามคนขายของหน่อยว่า ห้องน้ำอยู่ที่ไหน คนขายก็ได้แต่ชี้ๆ มาผมก็วิ่งไปหา ไม่เจอ สุดท้ายทนไม่ไหว บอกเพื่อนๆ ให้รอหน่อย ผมปีนขึ้นไปบนผาเตี้ยตรงทางเดินสูงขึ้นไปประมาณ 4-5 เมตร และหามุมสงบเพื่อปลดปล่อยภาระที่อัดอั้นมานาน แต่พอขึ้นไปบนยอดแล้ว ผมไม่กล้าเข้าไปลึกมากๆ เนื่องจากกลัวเดินๆ แล้วจะเป็นหน้าผาที่ตัดตรงลงไปเลย แบบยอดเขาที่เราเดินผ่านมา เลยยังอยู่ใกล้บริเวณทางเดินด้านล่าง เพียงแค่แหงนหน้ามองขึ้นมาก็เห็นแล้ว แต่จะให้ผมเดินเข้าไปอีกก็ไม่กล้ากลัวตกผาเดี่ยวจะลำบากเพื่อนๆ ในการส่งกลับบ้านก่อนจะจบทริป และแล้วผมก็ทำลายสถิติความสูงบนพื้นโลกที่ผมเคยยืนฉี่มา คาดว่าน่าจะเป็นสถิติที่สูงกว่าใครหลายคนจนต้องอิจฉา (ฮา) หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ ผมก็ยกมือขอโทษสิ่งศักดิ์สิทธิบริเวณนี้อีกครั้งเป็นภาษาไทย ก่อนที่จะลงกลับมาหาเพื่อนๆ ที่เฝ้ารอด้วยความเป็นห่วง กลัวผมจะตกหน้าผาลงไปเสียก่อน
.
เราเดินจนถึงทางออก ตุ้มบอกว่าพวกเราควรจะถ่ายรูปคู่กับตัวอวตารบริเวณนี้ก่อนกลับ เพราะเปิดขึ้นมาในเน็ตจะมีตัวอวตารเกาะหน้าผาอยู่ แต่เมื่อเดินหากี่ทีก็ไม่เจอ เลยเดินย้อนกลับไปทางเก่า ถามคนขายของถึงตัวอวตาร พี่ก็ได้แต่ชี้ไป บริเวณรูปนกในเรื่องอวตาร แต่ไม่มีตัวอวตาร สุดท้ายหน่องเลยไปถามเจ้าหน้าที่ของที่นี้ที่เดินผ่าน เขาบอกว่าไม่มีเป็นตัวพระเอกอวตารแบบที่เราเห็นในภาพ มีแต่รูปปั้นนกในเรื่องอวตาร เราเลยถ่ายคู่กับนกแทน สุดท้ายเมื่อเรามาดูจากรูปใน อินเทอร์เน็ต เลยลงความเห็นว่าใน เน็ต น่าจะเป็นรูปที่เกิดจากการตัดต่อ แต่ดูแล้วสมจริงมาก ผมเองตอนแรกก็นึกว่าจะมีเกาะบริเวณหุบเขา แบบที่เกาะบนยอดตึกก่อนทางเข้า
.
หลังจากท่องเที่ยวเสร็จแล้ว เราก็ออกจากหุบเขาอวตาร เพื่อไปต่อรถบัสระหว่างเมือง เพื่อไปเที่ยวต่อที่ เทียนเหมินซาน ประตูสวรรค์ ต่อไป โดยเราไม่ต้องแวะเข้าไปเอากระเป๋าที่ โรงแรมที่พักเมื่อคืนเลย เพราะได้มีบริการส่งต่อกระเป๋าไปยังที่พักอีกที่เราให้แล้ว มาท่องเที่ยวที่นี้ค่อนข้างสบายถึงแม้จะเป็น แบ็คแพค มาเที่ยว และรถบัสที่เราเดินสารก็ออกเดินทางช่วงมืดเพื่อไปจุดหมายต่อไป
.
ขอบคุณที่ติดตาม
เฟิร์สเล่าเรื่อง

0 Comments